|
เดินหน้าแปลงสินทรัพย์
ทักษิณหวังดันจีดีพีโต 2%
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 เดินหน้าทั้งระบบ ม.ค.47 -ลั่น 6 ปีคนไทยพ้นยากจน จี้แบงก์ปรับบทบาท อย่าเป็นแค่โรงรับจำนำ- ตั้ง "สมคิด" เทรนนิ่งพนักงานแบงก์ ฝ่ายสินเชื่อ ปรับทัศนคติ ปล่อยกู้สิทธิ 5 ประเภท "ทักษิณ"เดินหน้านโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เริ่มไตรมาส 4 ปีนี้ ส่วนทั้งระบบเริ่มได้ ม.ค.47 มั่นใจเศรษฐกิจปีหน้าร้อนแรง ลั่น 6 ปีประชาชนพ้นยากจน ขณะที่สภาพัฒน์ ชี้ แปลงสินทรัพย์ช่วยเพิ่มจีดีพี 2% ดีเดย์เก็บภาษีที่ดินก้าวหน้ากลางปี 2547 ขู่ใครไม่จ่ายยึดคืนทันที ด้านการเคหะเร่งออกหนังสือรับรองสิทธิผู้เช่าช่วง 4.8 หมื่นหน่วย พร้อมออกกฎหมายช่วยหลักประกันธุรกิจแม่ค้าแผงลอย วานนี้ (21 ก.พ.) ที่ กระทรวงการคลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ เป็นประธาน การประชุมเชิงปฏิบัติการ "แนวทางการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน" ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รมว.คลัง นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธปท. และนายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นต้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวก่อนการประชุมว่า นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเป็นอีกก้าว "สเต็ป" ของการทำให้ประชาชน พ้นจากความยากจน หลังที่รัฐบาลมีนโยบายพักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน และโครงการ 30 บาท นโยบายนี้เป็นการสร้างอำนาจ ให้กับประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น จากเดิมที่มีแต่สังคมเมืองเท่านั้น ที่เข้าถึงแหล่งทุนได้ จี้แบงก์ปรับตัว อย่าเป็นแค่โรงรับจำนำ นายกฯ กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยเป็นระบบทุนนิยม แต่ก็อยากให้ผสมผสานกับระบบสังคมนิยม ให้พอดี เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในการทำให้ทุนเกิดขึ้นในชนบท โดยบทบาทสำคัญอยู่ที่ธนาคารของรัฐ จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทไม่ใช่แค่โรงรับจำนำ คือ รอให้เกษตรกรนำสิทธิมาจำนำหรือจำนอง และธนาคารก็รอรับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยหรือยึดทรัพย์ ถ้าทำอย่างนั้นก็ล่ม แต่ต่อไปจะต้องดูโอกาสการผลิตทางการเกษตรในการให้สินเชื่อ "ถ้าทำอย่างนี้ 6 ปีข้างหน้า ผมมั่นใจเราจะแก้ปัญหาความยากจนได้ เราพยายามทำให้จีดีพีประเทศโตขึ้นมากที่สุด ผมไม่กลัวภาวะสงคราม แต่ก็ไม่ประมาท เรายังมีช่องว่างให้เศรษฐกิจเติบโตด้วยตนเองได้อีกมาก พอจะชดเชยภาวะสงคราม" นายกฯ กล่าวและว่าปัจจัยสำคัญที่จะดำเนินนโยบายนี้ คือเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อธนาคารรัฐจะต้องปรับทัศนคติใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตีราคาทรัพย์สิน จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิทั้งหมด ไปบรรยายให้พนักงานสินเชื่อฟัง หลังจากนั้น จะต้องออกพื้นที่จริง ชี้ไตรมาส 4 เริ่มบางส่วน-ทั้งระบบเริ่มได้ปี47 พ.ต.ท.ทักษิณ แถลงภายหลังการประชุมว่า หลักการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน คือการกู้เพื่อใช้ในการผลิต ไม่ใช่เพื่อให้ชาวบ้านนำไปใช้จ่าย หรือดื่มเหล้า นโยบายนี้ 5-6 ปี จึงสำเร็จ โดยเริ่มก่อนบางส่วนในไตรมาส 4 ของปี 2546 และทั้งระบบจะเริ่มใช้ในปี 2547 เพราะต้องรอระบบคอมพิวเตอร์ให้เสร็จสมบูรณ์เสียก่อน โดยรัฐบาลจะปฏิรูปที่ดินหรือแลนด์รีฟอร์ม ไปพร้อมๆกัน และเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าเริ่มกลางปี 2547 กรณีที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์ จะถูกเก็บภาษีแบบมีระยะเวลาผ่อนผัน 5 ปี เช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีที่ดินอยู่ในมือจำนวนมากขณะนี้ จะมีระยะเวลาผ่อนผันให้ 5 ปี จากนั้นถ้าไม่ทำอะไรต้องเสียภาษี หากเสียไม่ไหวก็ต้องนำมาคืนรัฐบาล "เราจะแปลงสินทรัพย์ทั้งระบบในเดือนม.ค.2547 ตอนนี้อะไรเสร็จก่อนก็ทำก่อน แต่ปี 2547 ทั้งระบบจะเชื่อมโยงกันได้ ฉะนั้นปี 2547 เศรษฐกิจในประเทศจะแรงมาก แต่ปี 2546 ไตรมาสที่ 4 บางส่วนจะเริ่มก่อน แบงก์ไหนพร้อมก่อนก็เริ่มเลย" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว นายกฯระบุว่าสินทรัพย์ 5 กรณี ที่จะสามารถขอกู้เงินได้ ประกอบด้วยที่ดินเอกสารสิทธิส.ป.ก. เราจะไม่เปลี่ยนเป็นโฉนด แต่จะใช้สิทธิที่มีอยู่เป็นหลักประกัน มีระบบการเปลี่ยนมือมีศูนย์ข้อมูลเรียกว่า เคลียริ่งเฮ้าส์ เพื่อตรวจสอบไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ในการกู้เงิน, สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งบางอย่างมีมูลค่ามากกว่าที่ดิน, สิทธิในเครื่องจักร, สิทธิในที่ดินสาธารณะ จะไม่มีการลิดรอนสิทธิคนอื่น, สิทธิในที่ดินของรัฐ เช่นที่ราชพัสดุ กรมการศาสนา กรมธนารักษ์ การท่าเรือฯ ตั้ง 3 รองนายกฯสานแปลงสินทรัพย์ โดยมอบให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับไปจัดทำอาทิ ดร.สมคิด ดูแลเรื่องการฝึกอบรมพนักงานสินเชื่อ นายวิษณุ เครืองาม เรื่องการแก้ไขกฎหมาย นายสุวิทย์ คุณกิตติ รับผิดชอบระบบไอที ส่วนตนเองจะรับผิดชอบการสื่อสารกับประชาชน ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ นายกฯ ระบุว่าทั้งผู้ว่าการแบงก์ชาติ และประธานสมาคมธนาคารไทย เห็นด้วยกับการปล่อยสินเชื่อใน 4 ส่วนแรก และพร้อมจะปรับระบบแต่มีเพียงเรื่องเดียวคือ เรื่องสิทธิการเช่าที่สาธารณะ ซึ่งตีราคายาก และมีราคาถูกเกินไป เล็งตั้งกองทุนซื้อคืนที่ดิน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีหนี้เสียตามนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เชื่อว่าจะมีหนี้เสียน้อยที่สุด สังเกตได้จากธนาคารออมสิน ที่ปล่อยกู้ให้กับธนาคารประชาชนจำนวน 9,900 ล้านบาท มีหนี้เสียแค่ 2% ซึ่งตนคิดว่าธนาคารกรุงเทพ ถ้าสนใจจะหันมาทำบ้างก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของที่ดินหากมีการเปลี่ยนมือหรือโอน อย่างน้อยก็จะต้องกลับไปที่คนทำเกษตรกรรม รัฐบาลจะมีกองทุนซื้อคืน แล้วมาบริหารจัดการใหม่ ซึ่งถ้าทำตามแนวทางนี้ เราต้องเริ่มการปฏิรูปที่ดินไม่เช่นนั้น จะมีปัญหาเรื่องการบุกรุก และการทำผิดจริยธรรม 'จักรมณฑ์' ชี้แปลงสินทรัพย์เพิ่มจีดีพี 1-2% นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เลขาธิการสศช. กล่าวถึง ผลจากนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนว่า จะช่วยก่อให้เกิด กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้จีดีพีเติบโตเพิ่มขึ้น 1-2% ในปี 2547 แต่นายกฯ บอกว่า มีโอกาสที่จะได้มากกว่านั้น ทั้งนี้ฐานการคำนวณจีดีพีของสศช.ปี 2547 คาดว่าจะเติบโต 5% ซึ่งเป็นฐานในการจัดทำงบประมาณ นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยดึงเศรษฐกิจนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหาบเร่ แพงลอย ผู้ที่ใช้ที่ดินที่สาธารณะให้มาอยู่ในระบบ เท่ากับทำให้จีดีพีเพิ่มสูงขึ้นด้วย ยังไม่นับเศรษฐกิจนอกระบบที่เป็นการค้าชายแดน และธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเศรษฐกิจประเภทเหล่านี้จะมีการบันทึกเข้ามาเป็นสถิติในจีดีพีของประเทศด้วย ทำให้ผู้ที่อยู่นอกฐานภาษีเข้ามาอยู่ในฐานภาษี เลขาธิการ สศช.กล่าวอีกว่า นโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนถือว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นได้ เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจใต้ดิน (Under Ground Economy) ซึ่งเห็นว่า เมื่อรวมเศรษฐกิจนอกระบบ และนอกกฎหมาย มีจำนวนตัวเลขประมาณ 30% ของจีดีพี และหากไม่นับในส่วนที่อยู่นอกกฎหมาย อาทิเช่น ยาบ้า หวย การพนัน จะมีประมาณ 15-16% ของจีดีพี สำหรับเศรษฐกิจนอกระบบ ประกอบด้วย ธุรกิจหาบเร่ ธุรกิจการค้าชายแดน เด็กปั๊ม ค้าประเวณี จะมีประมาณ 15% ของจีดีพี ดังนั้นการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน จะช่วยทำให้การจัดการธุรกิจดังกล่าวเข้าสู่ระบบ และจะทำให้คนจน ทั้งหมดได้ประโยชน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าไม่ใช่เป็นการเก็บภาษี แต่จะทำให้เขารู้ว่าทางการให้ความช่วยเหลือมากขึ้น ยกแม่ประนอม-ไวอะกร้าชูมูลค่าทรัพย์สิน ขณะที่นายยรรยงค์ พวงราช อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่าขณะนี้ กรมได้ออกหลักฐานแสดงสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา ให้คนไทยจำนวน 2 แสนราย และจะทำเพิ่ม 10% ต่อปี โดยได้เริ่มโครงการในสินค้า 3 ประเภท คือซอฟต์แวร์ สุราแช่ และอาหารแปรรูป โดยจะโอนสิทธิได้ ซึ่งสิทธิทางปัญญาเหล่านี้ถือว่ามีมูลค่ามหาศาล เช่น น้ำพริกเผาแม่ประนอม มูลค่าของสูตรน้ำพริกเผาสูงกว่ามูลค่าของที่ดิน หรือสิทธิบัตรยาไวอะกร้ามีมูลค่ามากกว่าทรัพย์สินของบริษัทยา เพราะสิทธิบัตรตัวนี้เป็นตัวสร้างความหวังให้แก่ผู้ชายทั้งโลก เคหะออกหนังสือรับรองผู้เช่าช่วง นางชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ ได้เจรจากับผู้เช่าสิทธิของการเคหะแห่งชาติแล้ว ส่วนใหญ่ต้องการให้เร่งออกเอกสารสิทธิรับรองการเช่าให้จากเดิม ที่การเคหะแห่งชาติจะทำ 3 ปีต่อครั้ง เมื่อออกเอกสารสิทธิให้แล้ว จะประสานธนาคารในการให้สินเชื่อ ปัจจุบันมีผู้เช่าที่อยู่อาศัยของการเคหะ 4.8 หมื่นหน่วย เร่งออกก.ม.ช่วยหลักประกันธุรกิจแม่ค้า ดร.อาคม เติมวิทยาไพสิฐ ที่ปรึกษาสศช.กล่าวว่า สิทธิการเช่า แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.สิทธิการเช่าที่ราชการ เช่นที่ราชพัสดุ ซึ่งรวมทั้งสิ้น 60,000 ราย 2.สิทธิการเช่าที่การเคหะแห่งชาติ และอาคารพาณิชย์ ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารพาณิชย์ ยังไม่ค่อยเชื่อใจ เพราะไม่มีหลักประกันที่แน่นอน และเกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องการประเมินที่ดิน ดังนั้นข้อสรุปจึงให้ไปจัดระบบการประเมินราคาใหม่ โดยกรมธนารักษ์เป็นแกนกลาง จัดระบบเอกสารและให้โอนสิทธิกันได้ พร้อมทั้งขอยกเว้นมติครม.บางเรื่อง รวมถึงผลักดันร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ให้บังคับใช้โดยเร็ว ดร.อาคม กล่าวอีกว่าส่วนสินทรัพย์ที่เป็นที่สาธารณะขณะนี้มีผู้ที่ใช้ประโยชน์อยู่ 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มผู้ค้าบนทางเท้า และกลุ่มผู้ค้าในตลาดนัดต่างๆ มีทั้งในส่วนของกทม.และต่างจังหวัด ขณะนี้สถาบันการเงินยังไม่ยอมรับในสิทธิดังกล่าว เพราะเป็นสิทธิที่กระทบกับการใช้ประโยชน์ของประชาชน ปัจจุบันผู้ที่ค้าขายตามจุดผ่อนผันต่างๆ จึงยังไม่สามารถที่จะโอนสิทธิได้ อีกทั้งใบอนุญาตค้าขายก็มีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้น ดังนั้นแนวทางในส่วนนี้คือจะต้องเร่งรัดสร้างหลักประกันให้กับผู้ค้า โดย กทม. และกระทรวงมหาดไทย จะต้องเร่งรัดออกเอกสารสิทธิให้กับผู้ที่ค้าขายอยู่ 4 หน่วยงานเร่งสร้างเกณฑ์รองรับสิทธิ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า การแปลงสินทรัพย์ส่วนที่เกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ มีที่ดินเข้าสู่ระบบ 3 ประเภทได้แก่ 1.พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รับผิดชอบ ขณะนี้มอบเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรไปแล้ว 20.96 ล้านไร่เหลืออีก 42.8 ล้านไร่ที่ต้องเร่งดำเนินการ 2.ที่ดินนิคมสหกรณ์ 2 ล้านไร่ และ 3.ที่ดินที่กรมป่าไม้และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ดูแล 30 ล้านไร่ โดยสามารถเปลี่ยนมือได้เฉพาะทายาท หรือองค์กรประชาชนเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องติดตามการถือครองพื้นที่อย่างใกล้ชิด กรมที่ดินเตรียมปรับสิทธิส.ค.1 ด้านตัวแทนจากกรมที่ดิน กล่าวว่าปัจจุบันกรรมสิทธิ์ที่กรมรับผิดชอบมีทั้งโฉนด, หนังสือรับรองการทำประโยชน์ และกรรมสิทธิ์ห้องชุด สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปค้ำประกันเงินกู้ได้ จึงถือว่าผู้ที่ถือเอกสารสิทธิดังกล่าวสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แต่ที่ต้องปรับปรุงคือ สิทธิครอบครองหรือ ส.ค.1 และใบจอง ซึ่งเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ต้องนำเข้าระบบให้ได้ เพราะถือว่าเอกสารดังกล่าวรัฐยอมรับในสิทธิของผู้ถือครอง เป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงิน คาดว่าจะดำเนินการได้ในปี 2548 และต้องนำระบบศูนย์สารสนเทศที่ดินเข้ามาสนับสนุนข้อมูลการจัดกรรมสิทธิ์ทั้งระบบ นายปลอดประสพ สุรัสวดี ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงจะดำเนินการ 2 ส่วนคือ สิทธิการทำธุรกิจและสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินและพื้นที่ป่า ซึ่งสิทธิการทำธุรกิจจะเป็นเรื่องของประชาชน ที่เข้ามาค้าขายในเขตอุทยานแห่งชาติที่มีกว่า 3,000 ราย ซึ่งต้องมีขั้นตอนต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ประเมินราคาสินทรัพย์ กทม.ระบุต้องมีก.ม.รองรับโอนสิทธิ ด้านผู้แทนสำนักเทศกิจ กทม. กล่าวว่า ในส่วนของทางเท้านั้น ถือเป็นที่สาธารณะ หากจะโอนสิทธิให้เอกชน ต้องมีกฎหมายเฉพาะรองรับ ซึ่งขณะนี้มี พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ที่อนุญาตให้เอกชนเข้าจำหน่ายสินค้าได้ในบางพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าฯกทม. และเจ้าพนักงานจราจร ซึ่งขณะนี้มีจุดที่ กทม.อนุญาตให้ค้าขายได้ทั้งหมด 512 จุด โดยประเด็นปัญหาขณะนี้อยู่ที่จะทำอย่างไร ให้ใบอนุญาตประกอบการค้าขณะนี้ใช้เป็นเอกสารสิทธิค้ำประกันเงินกู้ได้ ซึ่งต้องหารือกับกระทรวงมหาดไทยต่อไป
|
| กลับหน้าแรก |