การกลับมาของมาร์กซ์

ทัศนะ : สุรพล ธรรมร่มดี         กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2546

เมื่อใดที่ทุนนิยมเกิดวิกฤติ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของมาร์กซ์ จะหวนกลับมามีชีวิตชีวา อีกครั้งหนึ่ง นี่เป็นคำกล่าว ที่ไม่เกินเลยแต่อย่างใด Economist ฉบับส่งท้ายปีเก่า ได้กล่าวขวัญถึงเขาอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะที่แนวคิดมาร์กซ์ ยังคงส่งอิทธิพล ข้ามยุคสมัยอย่างแข็งขัน ไม่เพียงงานเขียน ทางเศรษฐศาสตร์ ที่แพร่หลายมากกว่า ผลงานของอดัมสมิท ที่เป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์การเมือง 

แต่มาร์กซ์ยังอยู่เบื้องหลังความคิดของขบวนการต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ที่ขยายตัวครอบคลุมไปแทบจะทุกทวีปของโลก ทั้งนี้ ก็เพราะมาร์กซ์แสดงตนเป็นที่ประจักษ์ว่า ได้ค้นพบกฎการเคลื่อนไหวของระบบทุนนิยมที่มุ่งไปสู่วิกฤติ

กฎที่นำทุนนิยมไปสู่วิกฤติมาร์กซ์ กล่าวถึงคือ แนวโน้มการตกลงของอัตรากำไร มาร์กซ์ ระบุว่า การแข่งขันของกลุ่มทุนต่างๆ เพื่อแย่งชิงกำไรส่วนเกินนั้น อาศัยความได้เปรียบจากการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้มีประสิทธิภาพการผลิตที่เหนือกว่ากำไรของวิสาหกิจ ที่มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำกว่า จะตกอยู่ในมือของนายทุนวิสาหกิจ ที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงกว่า

ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวปรากฏในตลาดที่ซึ่งราคา และคุณภาพสินค้าของนายทุนรายหลังนั้น ถูกกว่า และเหนือกว่า โดยเปรียบเทียบจนสามารถดึงดูดความต้องการซื้อ (demand) ของคนในสังคมมาได้ ภายใต้แรงจูงใจให้ไขว่คว้ากำไรส่วนเกินนี้เอง เมื่อสาขาการผลิตใดทำกำไรได้มาก นายทุนรายอื่น ก็จะเข้ามาลงทุนแข่งด้วย จนทำให้โอกาสฟันกำไรเหนือคู่แข่งของกลุ่มทุนเดิมลดน้อยถอยลง กำไรจึงค่อยๆ ตกลง

บทความของ Michael J.Mandel เรื่อง The Painful Truth about Profits ใน Business Week ฉบับต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ได้ชี้ให้เห็นไปในทางเดียวกับคำอธิบายของมาร์กซ์ว่า แม้กำไรจะเกิดขึ้นจากการเพิ่มผลิตภาพ ทว่า มันไม่อาจยั่งยืนอยู่ได้นานในระยะยาว หรือระยะปานกลางเลย การแข่งขันในตลาดจะทำให้มันตกลงในที่สุด

"ตลาดที่ธุรกิจสามารถหากำไรได้เกินกว่าปกติ จะดึงดูดรายใหม่เข้ามาร่วมวงด้วย และทำให้ราคาสินค้าตกลงจนกระทั่งกำไรส่วนเกินนั้นหายไป"

จากกราฟแสดงอัตรากำไรภายหลังหักภาษีต่อการลงทุน ชี้ให้เห็นถึงวงจรการขึ้น และตกลงของอัตราไรในทศวรรษ 1990 ที่ขยับขึ้นจากร้อยละ 5 ไปสู่ร้อยละ 8 ในปี 1997 และมาตกลงที่ร้อยละ 5 อีกในปีที่ผ่านมา

ในช่วงอัตรากำไรขึ้นนั้น (1993-1997) บริษัท 500 ลำดับแรกของสหรัฐอเมริกา ที่จัดโดย สแตนดาร์ด แอนด์ พัวส์ (S&P 500 companies) มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share-EPS) เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 80 ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับช่วงระหว่างปี 1968-1993 ที่ EPS เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น ส่วนในช่วงอัตรากำไรตกลง (1997-2000) EPS เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 26 สาเหตุสำคัญ คือ การแข่งขันของบริษัทจากทวีปยุโรป และเอเชียในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม, เซมิคอนดักเตอร์ และซอฟต์แวร์

นอกจากนั้น มาร์กซ์ยังได้กล่าวถึงปัจจัยที่มาต่อต้านการตกลงของอัตรากำไรด้วย โดยที่อยากจะกล่าวถึงคือ มูลค่าของทุนที่ใช้ในการผลิตลดลง เนื่องจากเกิดวิกฤติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุนที่ใช้ว่าจ้างแรงงาน เพราะแรงงานถูกเลิกจ้างมากมาย และค่าจ้างถูกลดลง หรือไม่มีการปรับขึ้น

ในบทความเดียวกันระบุว่า หากต้องการเพิ่มอัตรากำไรให้สูงขึ้นถึงร้อยละ 12 ในปี 2003 บรรดาบริษัท S&P 500 จะต้องเลิกจ้างคนงานถึง 900,000 คน หรือร้อยละ 4 ของกำลังแรงงานของบริษัท

อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยต่อต้านการตกลงของอัตรากำไรคือ การเกิดสาขาการผลิตใหม่ที่ใช้แรงงานโดยตรงมีสัดส่วนมากกว่าทุน (labour internsive) กรณีการฟื้นคืนทุนนิยมในจีน ซึ่งมีแรงงานราคาถูก เคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคการผลิตจำนวนมหาศาล ทำให้ต้นทุนการผลิตลดต่ำลงอย่างมาก ดังนั้น บรรดาบริษัทข้ามชาติจึงแห่กันเข้าไปลงทุน เพื่อแสวงหากำไรส่วนเกินมาชดเชยส่วนที่ขาดทุนไป

อย่างไรก็ตาม การชดเชยดังกล่าวก็ไม่อาจครอบคลุมไปถึงปัญหาที่ตามมาจากการแข่งขันเพื่อประสิทธิภาพ การผลิตที่เหนือกว่า นั่นก็คือ การพอกพูนซึ่งการลงทุนในเครื่องจักร อาคารสถานที่ ที่ดิน และวัตถุดิบโดยรวมของสังคม มีสัดส่วนสูงกว่าการจ้างแรงงานอย่างเปรียบเทียบไม่ได้ ระบบทุนนิยมต้องการลดจำนวนคนงานลง และแทนที่ด้วยระบบเครื่องจักร เพราะจะทำให้ได้อัตรากำไรสูงสุด

แต่ทว่า แรงงานในกระบวนการผลิตเป็นปัจจัยเดียว ที่สร้างผลกำไรนายทุน ไม่ใช่เครื่องจักร นี่คือความขัดแย้งในตัวเองของระบบนี้ ดังนั้น ในระยะยาวทุนนิยมต้องเผชิญกับอัตรากำไรตกลงหมุนเวียนเป็นวงจรไม่รู้จบ และคนงานต้องเผชิญกับวัฏสงสารแห่งการตกงาน และความไม่มั่นคงให้ชีวิตอยู่ร่ำไป

การเข้าใจถึงธรรมชาติของระบบทุนนิยมเช่นนี้ จึงไม่ทำให้มาร์กซ์เป็นเพียงนักอุมคติ อย่างที่ Economist วิจารณ์ไว้แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างนายทุน และคนงานที่สืบเนื่องจะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการแสวงหาสังคม ที่ดีกว่าทุนนิยมอย่างไม่หยุดหย่อน

สิ่งนี้เองที่ทำให้มาร์กซ์ยังคงเป็นอมตะในใจผู้ที่ระทมขมขื่น กับระบบทุนนิยมไปจนกว่าระบบนี้จะสูญสลาย

 

กลับหน้าแรก