เวเนซุเอลา "ยิ่งพัฒนายิ่งจน" เทียบกับนโยบายประชานิยมของไทย

มองมุมใหม่ : ดร.ไสว บุญมา        กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2546

วิกฤติทางการเมืองในเวเนซุเอลา ยืดเยื้อมากว่า 2 เดือน และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ วิกฤติครั้งล่าสุดนี้ เริ่มจากการนัดหยุดงาน เพื่อหวังโค่นรัฐบาล ของพนักงาน บริษัทน้ำมันของรัฐ แต่รัฐบาลไม่ล้ม ทั้งที่น้ำมัน เป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่สุด เพราะรัฐบาล มีกลุ่มผู้สนับสนุนแข็งขัน และประธานาธิบดี มีความช่ำชองทางการเมือง เคยถูกปฏิวัติ 

แต่หลังจาก 3 วันก็สามารถกู้อำนาจคืนได้ แม้รัฐบาลปฏิวัตินั้นจะได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกาก็ตาม วิกฤติอาจยุติลงในเร็ววันนี้ก็ได้ แต่มันจะปะทุขึ้นอีกในเวลาไม่นาน เพราะรากเหง้าของวิกฤติไม่ใช่แก้ไขได้ง่ายนัก นั่นคือ ความล้มเหลวของการพัฒนา

เวเนซุเอลา เป็นหนึ่งในประเทศที่ตกอยู่ในข่าย ยิ่งพัฒนายิ่งจน ทั้งที่มีน้ำมันมากมายและเคยเป็นผู้ขายน้ำมันมากที่สุดในโลก เมื่อก่อนน้ำมันขึ้นราคาครั้งใหญ่ในปี 2516 ชาวเวเนซุเอลามีรายได้โดยเฉลี่ยปีละ1,630 ดอลลาร์สหรัฐ (คนไทยในตอนนั้นมีรายได้ปีละ 270 ดอลลาร์) หลังจากน้ำมันขึ้นราคามากมายหลายครั้ง เมื่อปี 2544 ชาวเวเนซุเอลากลับมีรายได้ตามค่าเงินจริงเพียงปีละประมาณ 1,125 ดอลลาร์

ร้ายยิ่งกว่านั้น รายได้ส่วนมาก ตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็กๆ ปล่อยให้คนส่วนมากต้องยากจนอย่างสาหัส เกือบ 1 ใน 3 ของประชาชนมีรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ

ไทยไม่ตกอยู่ในภาวะเช่นนั้น แต่หากดูจากวิวัฒนาการของทั้ง 2 ประเทศแล้ว ชาวไทยไม่น่าประมาท ควรจะดูเวเนซุเอลาไว้บ้าง

เวเนซุเอลา แปลว่า เวนิสน้อย ในทำนองเดียวกันกับกรุงเทพฯ เป็น เวนิสตะวันออก เพราะมีแม่น้ำลำคลองมากมาย ทั้งเวเนซุเอลาและไทยมีที่ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตร เวเนซุเอลาเคยเป็นเจ้าในการผลิตโกโก้และกาแฟ ทำนองเดียวกันกับไทยเป็นเจ้าในการผลิตข้าวและยางพารา

การค้นพบน้ำมันจำนวนมาก ทำให้เวเนซุเอลาเป็นผู้ส่งน้ำมันออกมากที่สุดในโลกในปี 2472 แต่น้ำมันมีทั้งพรสวรรค์และคำสาป นั่นคือ มันก่อให้เกิดรายได้จำนวนมหาศาล แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ทำให้เวเนซุเอลาละเลยการเกษตร ปัจจุบันนี้การเกษตรจึงมีบทบาทเพียงราว 5% ของเศรษฐกิจเท่านั้น มองจากแง่นี้ไทยโชคดีที่ไม่มีน้ำมัน หากมีอาจจะละเลยการเกษตรแบบเวเนซุเอลาก็ได้

ทางด้านการเมืองการปกครอง ไทยดูไม่ต่างกับเวเนซุเอลาในสมัยหนึ่ง นั่นคือ มีการปฏิวัติโยนรัฐธรรมนูญทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากการเลือกตั้งในปี 2501 เวเนซุเอลาไม่มีการปฏิวัติมาจนถึงเมื่อปีที่แล้ว ในระหว่างที่ประเทศปกครองด้วยระบบเผด็จการ รัฐบาลเวเนซุเอลาเคยสั่งทหารฆ่านักศึกษาและประชาชน แบบเดียวกันกับที่รัฐบาลไทยกระทำในเหตุการณ์ตุลาฯ และพฤษภาฯ มหาวิปโยค การปฏิวัติในเวเนซุเอลาที่เกิดขึ้นหลังจากว่างเว้นมา 44 ปี น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ชาวไทยคิดว่ามันยังน่าจะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทยอีกเช่นกัน

ดังที่กล่าวมาแล้ว สาเหตุใหญ่ในความยุ่งยากทางการเมืองของเวเนซุเอลา ได้แก่ ความล้มเหลวของการพัฒนา ปัจจัยในความล้มเหลวมีมาก แต่เนื่องจากเวเนซุเอลามีรายได้มากมายจากการขายน้ำมัน คำถามจึงพุ่งไปที่เวเนซุเอลาเอาเงินไปทำอะไร ทำไมจึงพัฒนาไม่สำเร็จ ตรงข้ามกลับถอยหลังเข้าคลองหลังจากน้ำมันขึ้นราคาหลายครั้ง ?

คำตอบคือ รัฐบาลเผด็จการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายไปกับโครงการต่าง ๆ เพื่ออวดความมั่งมีแก่ชาวโลก คิดว่าเวเนซุเอลาไม่ต่างกับมหาประเทศ เขามีอะไร เวเนซุเอลาต้องมีบ้าง นอกจากนั้นรัฐบาลยังจับจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อเอาใจทหาร ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ หรือซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นเงินจำนวนมากยังสูญไปกับการฉ้อฉล ซึ่งติดนิสัยชาวเวเนซุเอลามาจนทุกวันนี้

ตามการสำรวจขององค์กรเอกชน Transparency International เวเนซุเอลาจัดอยู่ในกลุ่มของประเทศที่มีความฉ้อฉลมากที่สุด นั่นคือ ในจำนวน 90 ประเทศ เวเนซุเอลาอยู่ลำดับที่ 68 (ไทยอยู่ลำดับที่ 61)

การใช้จ่ายเหล่านั้นเป็นการบริโภค ไม่ใช่การลงทุน ฐานของการผลิตจึงไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้นเท่าที่ควรจะเป็น นอกจากจะใช้จ่ายเงินของรัฐอย่างสุรุ่ยสุร่ายไปกับการบริโภคแล้ว รัฐยังมีนโยบายส่งเสริมการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยของประชาชนอีกด้วย

เช่น การตั้งราคาค่าเงินของเวเนซุเอลาไว้สูงมากเมื่อเทียบกับเงินตราของคู่ค้าใหญ่ๆ ทำให้สินค้านำเข้าราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นเหล้าจากสกอตแลนด์ กล้องถ่ายรูปและรถยนต์จากเยอรมนี นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ เสื้อผ้าจากสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส หรือโทรทัศน์และเครื่องเล่นเสียงจากญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้น คนบางกลุ่มยังสามารถแลกเปลี่ยนเงินตราได้ในราคาพิเศษอีกด้วย

หลังเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบบเลือกตั้ง รัฐบาลยังมุ่งเอาใจประชาชน โดยเฉพาะการออกกฎหมายที่มุ่งให้ประโยชน์แก่ชนชั้นกรรมกรโรงงานเป็นพิเศษ

การใช้จ่ายแบบมือเติบของรัฐ และการบริโภคอย่างเมามันของประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่ไปกับฐานการผลิตที่ไม่ขยายตัวอย่างเพียงพอ มีผลพวง 2 อย่างคือ ประเทศมีรายได้ไม่พอ ต้องกู้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และชาวเวเนซุเอลาว่างงานมากขึ้นพร้อมๆ กันกับการแพร่ขยายของความยากจน

ทั้ง 2 อย่างนำไปสู่ปัญหาภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว และการประท้วงอย่างกว้างขวางของประชาชน ตามด้วยการปราบปรามอย่างรุนแรงบ่อยๆ ซึ่งนำไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง นั่นคือ การขาดความเชื่อมั่นของเอกชนคนมีเงินลงทุน แทนที่เขาเหล่านั้นจะลงทุนในเวเนซุเอลา เขากลับขนเงินไปไว้เสียในต่างประเทศ

ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ ซึ่งเวเนซุเอลาตกอยู่ในปัจจุบัน วิกฤติทางการเมืองล่าสุด เป็นอาการหนึ่งซึ่งสะท้อนถึงภาวะการตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ เทียบกับเวเนซุเอลาแล้ว ไทยไม่ได้ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ แต่หากไทยดำเนินนโยบายด้วยความประมาท วิกฤติครั้งที่แล้วอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเข้าสู่วงจรอุบาทว์ก็ได้ คนไทยน่าจะตระหนักถึง 2 ประเด็นใหญ่ๆ

ประเด็นแรก ได้แก่ ปัญหาความฉ้อฉล จริงอยู่ถ้าดูจากตัวเลขแล้ว เมืองไทยยังไม่เลวร้ายเท่าเวเนซุเอลา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เมืองไทยอยู่ในเกณฑ์ดี การที่รัฐบาลประกาศสงครามกับความฉ้อฉลย่อมถูกต้องแน่ แต่สงครามปราบความฉ้อฉลไม่มีทางสำเร็จ หากคนไทยยังไม่กำจัดความคิดฉ้อฉลของตนเองออกไปจากสายเลือด

อีกประเด็นหนึ่ง ได้แก่ การกระจายรายได้ของคนไทย จริงอยู่คนไทยยังไม่ยากจนอย่างแพร่หลายเช่นชาวเวเนซุเอลา และการกระจายรายได้ยังไม่เลวร้ายเท่าของเขา แต่แนวโน้มในเวลา 40 ปีที่ผ่านมา บ่งว่าการกระจายรายได้ของไทยเลวร้ายขึ้นทุกวัน หากแนวโน้มนี้ยังเป็นต่อไป อีกไม่นานอาจมีเหตุการณ์บางอย่างตามมา เช่น นักการเมืองหัวใสเริ่มเอาใจคนจนที่มีจำนวนมากขึ้นๆ ด้วยนโยบายประชานิยม หรือคนจนอาจก่อการประท้วงอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นได้ เพราะมันเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ หากมันเกิดขึ้นเมื่อไรก็หมายความว่า วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว คือจุดเริ่มต้นที่สังคมไทยเดินเข้าในวงจรอุบาทว์แบบเดียวกับเวเนซุเอลา

 

กลับหน้าแรก