|
ยุโรปเก่า
ยุโรปใหม่
โดย ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว มติชนรายวัน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 โลกตะวันตกที่มี "ฝรั่งผิวขาว" เป็นเผ่าพันธุ์หลักนั้น แต่จะชาติหาได้จับมือรวมกันเป็นกลุ่มก้อน และคิดปฏิบัติเหมือนกันในทุกสิ่งทุกอย่างไม่ ความแตกต่างในหมู่ฝรั่งด้วยกันเอง ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด เมื่อรัฐบาลอเมริกันเริ่มปฏิบัติการทางการทูตและการทหารอย่างจริงจัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการโค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ของอิรักออกจากอำนาจ จุดยืนที่ต่างกันของชาติตะวันตก มิได้จำกัดอยู่แค่ระหว่างทวีป "อเมริกา" กับ "ยุโรป" เท่านั้น หากแต่ภายในฝั่งแผ่นดินยุโรปเอง ก็มีการแตกแยก แบ่งออกเป็นกลุ่มที่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยนั้นมีฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง โดยเฉพาะผู้นำของเยอรมันคือ นายเกอร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ ถึงกับประกาศอย่างชัดแจ้งตั้งแต่ครั้งหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วว่า ตราบใดที่ตนเองยังมีตำแหน่งเป็นผู้นำของประเทศ เยอรมนีจะไม่มีวันเข้าร่วมทำสงครามกับอิรักภายใต้การนำของสหรัฐอย่างแน่นอน ส่วนทางด้านฝรั่งเศสนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าความสัมพันธ์กับชาติที่มีวัฒนธรรมแบบแองโกลแซกซอน (ซึ่งหมายถึงถึงอเมริกา และอังกฤษ) มักดำเนินไปอย่างกระท่อนกระแท่น เนื่องจากการแก่งแย่งแข่งขันที่เคยมีต่อกันมาในอดีต ดังนั้น เมื่อรัฐบาลสหรัฐประกาศกร้าวว่า พร้อมปฏิบัติการทางทหาร โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือ หรืออาศัยความยินยอมพร้อมใจจากชาติอื่นใด ทั้งฝรั่งเศส และเยอรมนี เลยออกมาประกาศอย่างขึงขังไม่แพ้กันว่า แนวร่วม "ฟรังโก-เยอรมัน" มิอาจเห็นด้วย กับการทำศึกสงครามกับประเทศอิรักโดยปราศจากการรับรองของสหประชาชาติ ท่าทีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับวอชิงตันเป็นอย่างมาก จนทำให้นายโดนัลด์ รัมส์เฟลด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ถึงกับเอ่ยปากออกมาว่าทั้งฝรั่งเศส และเยอรมนีนั้นเป็นเพียงแค่ยุโรปเก่า (Old Europe) ซึ่งหาได้มีความสลักสำคัญอันใดแล้วในเวทีโลกปัจจุบัน ถ้อยคำของนายรัมส์เฟลด์ นอกจากจะเสียดสีถึงความโบราณคร่ำครึของทวีปยุโรป โดยจำเพาะเจาะจงไปที่ทั้งสองประเทศแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำถึงอดีตที่ไม่หวนกลับของ อิทธิพลฝรั่งเศสทางการเมือง รวมทั้งข้อจำกัดของเยอรมนี ทางด้านอำนาจเศรษฐกิจ ในปัจจุบันด้วย ต้องไม่ลืมว่านายรัมส์เฟลด์ หรือรัฐมนตรีสายเหยี่ยว "รัมฟี่" ผู้นี้ ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งเป็นทูตอเมริกันประจำองค์การนาโต้ (NATO) มาแล้วเมื่อปี 1973 ฉะนั้น ประสบการณ์ และความเข้าใจเกี่ยวกับทวีปยุโรปของนายรัมส์เฟลด์ จึงน่าจะพอมีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เมื่อมีของเก่าก็ย่อมต้องมีของใหม่ พลันที่มีการเอ่ยคำว่า "ยุโรปเก่า" ออกมา นั่นย่อมหมายถึงว่า จากมุมมองของเหล่าชนชั้นนำอเมริกัน กลุ่มประเทศ "ยุโรปใหม่" หรือ New Europe ก็ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมา พร้อมกันแล้วด้วย ในเบื้องต้น ยุโรปใหม่หมายถึงประเทศทางแถบยุโรปตะวันออก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มสนธิสัญญาวอร์ และมีสหภาพโซเวียตรัสเซีย เป็นศูนย์กลาง ได้แก่ สาธารณณัฐเชก โปแลนด์ ฮังการี บัลแกเรีย และสโลวาเกีย เป็นต้น แต่ครั้นเมื่อสหภาพโซเวียตต้องถึงคราวล่มสลาย เป็นธรรมดาอยู่เองที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ ย่อมจะต้องมองหาศูนย์กลางอำนาจใหม่ขึ้นมาทดแทน ยิ่งไปกว่านั้น ยุโรปใหม่ในเวลาต่อมายังมีนัยแฝงถึงการจับขั้วกัน ระหว่างกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกกับกลุ่ม "โปร-อเมริกัน" เช่น อังกฤษ สเปน อิตาลี โปรตุเกส และเดนมาร์กด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เพราะเหตุใดทวีปยุโรปจึงเกิดการแบ่งฝ่ายเป็น 2 กลุ่ม? ประการแรก ตลอดระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ยุโรป ชาติต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีปัญหาเคยรบพุ่งกันมาก่อนทั้งสิ้น (แม้จะเป็นชาวผิวขาว นับถือศาสนาคริสต์เหมือนกันก็ตาม) บรรดาประเทศในยุโรปตะวันออก ต่างมีความยินดีปรีดากับระบอบ "ทุนนิยมเสรี" ที่มีสหรัฐเป็นหัวรถจักรขับเคลื่อน เนื่องจากเคยผ่านประสบการณ์เลวร้าย ภายใต้ระบอบสังคมนิยมโซเวียตมาแล้ว นอกจากนั้น ประเทศในยุโรปตะวันออกยังมีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีนักกับการตกเป็นเบี้ยล่างของเยอรมนีในอดีต ซึ่งหากเข้มแข็งขึ้นมาเมื่อใด มักส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านเมื่อนั้น สิ่งเหล่านี้เองมีผลทำให้กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกดังกล่าว เกิดความเอนเอียง และสามารถพุ่งทะยานเข้าสู่อ้อมอกของสหรัฐอเมริกาได้อย่างรวดเร็ว ประการที่สอง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายในยุโรปซึ่งเริ่มกันมาตั้งแต่ปี 1952 จนปัจจุบันได้พัฒนากลายมาเป็นสหภาพยุโรป (European Union) สามารถกล่าวได้ว่า ที่ผ่านมานั้นต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการชี้นำ จากฝรั่งเศสและเยอรมนีมาโดยตลอด ซึ่งจุดนี้เองที่มีผลทำให้ประเทศอื่นๆ ในยุโรปต่างก็ไม่ค่อยพอใจนัก ส่วนประเทศอังกฤษยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีกลุ่มประเทศในเครือจักรภพ(Commonwealth) ไว้ปลอบใจ หลังสูญสิ้นสถานภาพ "มหาอำนาจ" แห่งยุคล่าอาณานิคมไปแล้วก็ตาม แต่บทบาทบนเวทีโลกที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้างนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องฝากความหวังเอาไว้กับอเมริกาชาติมหามิตรของตนเป็นสำคัญ ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้เอง ทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถเข้ามามีบทบาทต่อกิจการภายในยุโรป ทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจได้มากดังที่เป็นอยู่ ภายในปีหน้า 2004 สหภาพยุโรปและนาโต้มีกำหนดที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ฝรั่งเศสและเยอรมนีอาจถูกโดดเดี่ยวจนต้องหันไปผูกมิตรกับรัสเซียเป็นการทดแทน เพราะเหตุว่าสมาชิกกว่าครึ่งของทั้งอียูและนาโต้ คงประกอบไปด้วยเหล่า "ยุโรปใหม่" ซึ่งพอใจในความสนิทสนมกับอเมริกา มากกว่าที่จะมาสังสรรค์เสวนากับกลุ่ม "ยุโรปเก่า" อย่างตน สหภาพยุโรป : 1.ออสเตรีย 2.เบลเยียม 3.เดนมาร์ก 4.ฟินแลนด์ 5.ฝรั่งเศส 6.เยอรมนี 7.กรีซ 8.ไอร์แลนด์ 9.อิตาลี 10.ลักเซมเบิร์ก 11.เนเธอร์แลนด์ 12.โปรตุเกส 13.สเปน 14.สวีเดน 15.อังกฤษ(ว่าที่สมาชิกใหม่ - 1.สาธารณรัฐเชก 2.ไซปรัส 3.เอสโตเนีย 4.ฮังการี 5.ลัตเวีย 6.ลิธัวเนีย 7.มอลต้า 8.โปแลนด์ 9.สโลวาเกีย 10.สโลวีเนีย องค์การนาโต้ : 1.เบลเยียม 2.แคนาดา 3. สาธารณรัฐเชก 4.เดนมาร์ก 5.ฝรั่งเศส 6.เยอรมนี 7.กรีซ 8.ฮังการี 9.ไอซ์แลนด์ 10.อิตาลี 11.ลักเซมเบิร์ก 12.เนเธอร์แลนด์ 13.นอร์เวย์ 14.โปแลนด์ 15.โปรตุเกส 16.สเปน 17.ตุรกี 18.อังกฤษ 19.สหรัฐอเมริกา(ว่าที่สมาชิกใหม่ - แอลเบเนีย 2.บัลแกเรีย 3.โครเอเชีย 4.เอสโตเนีย 5.ลัตเวีย 6.ลิธัวเนีย 7.โรมาเนีย 8.สโลวาเกีย 9.สโลวีเนีย 10.มาเซโดเนีย)
|
| กลับหน้าแรก |