นักวิชาการแนะรัฐ เก็บภาษีที่ดินรกร้าง 1%

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2546

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงธนาคารโลก ยุติแทรกแซง ให้เงินกู้เร่งออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ 

นักวิชาการแนะรัฐใช้ภาษีอัตราก้าวหน้า 1% แก้ปัญหาที่ดินรกร้าง 30 ล้านไร่ทั่วประเทศ แก้ปัญหาการกระจุกตัวของที่ดิน พร้อมตั้งกลไกป้องกันนายทุนครอบครอง วิพากษ์นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน หวั่นซ้ำรอยละตินอเมริกา ระบุเป็นการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ห่วงสร้างภาระหนี้สินเกษตรกรระยะยาว แนะล่ารายชื่อ 5 หมื่นราย ออกกฎหมายที่ดิน-มรดก

ศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะทำงานวาระเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน จัดสัมมนาเรื่อง การจัดการที่ดิน : จากธนาคารโลก….ถึงแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ดร.อานันท์ กาญจนพันธ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าก่อนที่รัฐบาลจะดำเนินนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนควรสร้างมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินของนายทุนขึ้นมา 3 ด้าน การจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า การออกโฉนดตามสิทธิชุมชน และการจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคมขึ้นมาตรวจสอบการใช้ที่ดิน

สำหรับการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ดร.อานันท์ เห็นว่า ควรจัดเก็บในที่ดินที่มีโฉนด แต่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์จำนวน 30 ล้านไร่ทั่วประเทศ ในอัตราก้าวหน้า 1% ของราคาประเมิน จากเดิมที่จัดเก็บในอัตรา 0.0095% ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่จัดเก็บ 5% และสหรัฐอเมริกาที่จัดเก็บในอัตรา 10%

สาเหตุที่ต้องมีการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า 1% นั้น เพื่อต้องการลดการถือครองที่ดินของนายทุน และเพื่อกระตุ้นการลงทุนให้เศรษฐกิจให้ฟื้นตัว เพราะถ้ามีการจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่ไม่ใช้ประโยชน์ในอัตราก้าวหน้าจะทำให้ราคาที่ดินลดลง ประชาชนจะลดการถือครอง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงตามมาด้วย เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการผลิตของไทยที่สูงมาจากราคาที่ดินที่แพงขึ้นจากการเก็งกำไร

การเก็บภาษีก้าวหน้าอัตรา 1% ถือว่าเป็นอัตราที่ทุกกลุ่มในสังคมรับได้ โดยจะต้องอธิบายให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าจะไม่กระทบกับคนจน อย่างที่นักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยพยายามอธิบาย ดร.อานันท์ กล่าว

แนะใช้องค์กรกลางเก็บภาษีแทนรัฐ

ดร.อานันท์ เห็นว่าการจัดเก็บภาษีที่ดินดังกล่าว ควรให้มีองค์กรกลางขึ้นมาทำหน้าที่ ไม่ควรให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้จัดเก็บ โดยจะต้องมีคนที่เข้าไปประเมินที่ดิน และดูที่ดินเป็นรายปีว่า มีการใช้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง แล้วให้องค์กรส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

ส่วนการออกโฉนดตามสิทธิชุมชนนั้น ดร.อานันท์ ระบุว่า ไม่ใช่เป็นการออกให้กับปัจเจกบุคคลอย่างเดียว เพราะในเขตปฏิรูปที่ดินมีคนเหลื่อมล้ำมากมาย ปัญหาเรื่องที่ดินไม่ใช่เป็นเรื่องของทุนทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องมีทุนของชีวิต และทุนทางสังคมด้วย หากให้โฉนดชุมชนก็ไม่ต้องเช่าซื้อ เมื่อเข้ามาอยู่ก็จะได้กรรมสิทธิ์แต่ไม่สามารถขายได้ ทำให้ที่ดินไม่หลุดมือเป็นของนายทุน

สำหรับการจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคม มาตรวจสอบและมีส่วนร่วมในการใช้ที่ดิน ในอนาคตที่ดินไม่ใช่เป็นปัญหาการถือครอง แต่เป็นปัญหาการใช้ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงควรให้ภาคประชาสังคม เข้ามามีสิทธิในการตรวจสอบไม่ใช่ให้ภาครัฐเป็นผู้กำหนดอย่างเดียว

การแก้ปัญหาที่ดินต้องมีการใช้การจัดการเชิงซ้อน และเข้าใจเรื่องบริบทของสังคมไทย ไม่ใช่ไม่ใช้วิธีคิดเชิงเดี่ยวที่ใช้ตลาดมากำหนด หากใช้กลไกทางตลาดมาจัดการจะสามารถใช้ได้เพียงครึ่งเดียว เนื่องจากสังคมไทยมีปัญหาในระดับโครงสร้าง

ชี้จุดล้มเหลวเร่งออกโฉนดที่ดิน

ดร.อานันท์ กล่าวว่านโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาล เป็นการแก้ปัญหาต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างเดียว โดยรัฐบาลกำลังนำความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลายประเทศ มาดำเนินการโดยเคยเกิดขึ้นมาแล้วในกลุ่มแอฟริกา และละตินอเมริกา ซึ่งการซื้อที่ดินให้ชาวนาช่วงแรก อาจจะดี แต่เมื่อกลไกตลาดบิดเบือนสินค้าเกษตรตกต่ำ ก็จะทำให้ชาวนาขาดทุน จนที่ดินต้องหลุดมือมีหนี้สินล้นพ้นตัว "อย่างเม็กซิโก มีการแบ่งที่ดินให้ชาวนาฟรี 5-10 ไร่ แต่ในที่สุดแล้วที่ดินก็หลุดมือ นโยบายนี้จึงเป็นนโยบายสร้างปัญหาให้คนมหาศาล ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลตั้งสมมติฐานว่าคนจนคือผู้ที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุนก็ผิดแล้ว เพราะที่ดินไม่ได้มีความหมายทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นทุนชีวิตของคนจนด้วย " ดร.อานันท์ กล่าวและว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทย รวมทั้งธนาคารโลก ซึ่งได้พยายามแก้ปัญหาด้วยการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินในประเทศไทย เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ผิดตั้งแต่การตั้งสมมติฐาน เนื่องจากการใช้ระบบกลไกตลาดมาแก้ปัญหาไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ ดร.ทองโรจน์ อ่อนจันทร์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะให้มีการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ที่ผ่านมามีการเสนอกฎหมายให้สภาพิจารณาหลายฉบับ แต่ก็ถูกนักการเมืองโต้แย้งตลอด หาว่าอัตราภาษีก้าวหน้าจะกระทบกับคนจน

หากมีการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าขึ้นมา ก็ควรกำหนดข้อยกเว้นในเรื่องต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อคนจนไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน เพราะถ้าคิดจากจำนวนภาษีในอัตรา 1% ของราคาประเมินที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ 30 ล้านไร่แล้วจะมีมูลค่ามหาศาล ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการผลักดันอย่างจริงจัง

แนะทำประชามติภาคประชาชนก่อนแปลงทุน

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศ จึงต้องมีการทำประชามติจากภาคประชาชน และควรมีการล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 50,000 ราย เพื่อเสนอให้มีการออกกฎหมายจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าและกฎหมายมรดก

นอกจากนี้ รัฐบาลก็จะต้องยืนยันให้ได้ว่าจะไม่เอาภาษีของประชาชนไปช่วยเหลือธนาคารของรัฐ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนทำให้เกิดหนี้เสีย จนทำให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่รอบสอง

มึนนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน

ดร.กนกศักดิ์ แก้วเทพ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าแนวคิดการจัดการที่ดินจากธนาคารโลก จนถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ไม่ใช่เป็นนโยบาย แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยม เป็นการใช้สงครามในการแย่งชิงประชาชน ที่รัฐบาลทักษิณ ใช้ในการหาเสียง คือ การพยายามใช้กฎหมายเร่งรัดทรัพย์สินที่มีอยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในตลาด เข้ามาเป็นทุน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องที่มีอยู่ในระบบธนาคาร

ในความเป็นจริงไม่รู้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาโครงสร้างของเกษตรกรได้หรือไม่ ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่เป็นการพัฒนาในระบบทุนนิยม การแก้ปัญหาน่าจะมีการเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาของชาวบ้าน ในการแก้ปัญหาของเกษตรกรเอง ดร.กนกศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ภาพที่เห็นในอนาคต ในการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน หากมองในแง่ดีตามแนวคิดของเดอร์โซโต เมื่อที่ดินนำไปแปลงเป็นทุนจะทำให้มีการประกอบอาชีพ เกิดรายได้ และคุณภาพที่ดีขึ้น แต่ในโครงสร้างของระบบการผลิตทางการเกษตร เมื่อเกษตรกรได้เงินกู้มาแล้วจะมีประสิทธิภาพในระบบราคาผลผลิตหรือไม่ เพราะชาวบ้านจะกลับมาเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนจึงถือว่าเป็นการไร้สมบัติ โดยเฉพาะการพยายามคิดมาจากข้างบนอย่างที่เป็นอยู่

ด้านนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าเมื่อที่ดินถูกดึงเข้าสู่ระบบตลาด ก็จะมีการรุกที่สาธารณะและชุมชนมากขึ้น ซึ่งนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นนโยบายประชานิยมที่เอาทรัพยากรสาธารณะมาทุ่มให้กับปัจเจกบุคคล โดยไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งตนมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายระยะสั้น ที่พรรคไทยรักไทย จะได้คะแนนเสียงและชาวบ้านก็จะได้โฉนด นำไปเข้าธนาคาร แต่ระยะยาวจะเสียหายกันทั่วหน้า เพราะการบุกรุกป่า และพื้นที่รกร้างว่างเปล่าจะมากขึ้น

"สิ่งที่รัฐบาลทำเหมือนสุภาษิตฝรั่งที่ว่า สนับสนุนส่งเสริมเสรีภาพของหมาป่าในเล้าไก่ ว่าเป็นเสรีภาพของไก่ทุกตัวที่ได้เลือกแล้ว ซึ่งชาวบ้านก็เลือกที่จะขยายที่ดินของเขาเอง"

ภายหลังการสัมมนาเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงธนาคารโลก ที่กำลังจะมีการประชุมเพื่อสรุปบทเรียน ศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ของโครงการพัฒนากรมที่ดิน และการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศในวันที่ 19-21 ก.พ.นี้ โดยโครงการดังกล่าวธนาคารโลกให้การสนับสนุน 4,700 ล้านบาท เป็นเวาลา 20 ปี

โดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเรียกร้องให้ธนาคารโลกยุติการแทรกแซง ครอบงำแนวคิด การออกโฉนดที่ดินในสังคมไทย พร้อมกับยกเลิกสนับสนุนโครงการเงินกู้ และขอให้ทบทวนบทเรียนผลกระทบด้านลบของโครงการที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยจะต้องเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้

"แนวคิดโครงการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ สอดรับอย่างยิ่งกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาลปัจจุบัน ว่าด้วยการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งกำลังโหมประชาสัมพันธ์อย่างหนัก ภายใต้แนวคิดที่ว่าคนจน คือคนที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ การแก้ปัญหาความยากจนคือการทำให้คนจนเข้าถึงแหล่งเงินกู้ โดยการนำเอกสารสิทธิและที่ดินที่มีอยู่ของเกษตรกรมาค้ำประกัน" เครือข่ายปฏิรูปที่ดินยังได้สรุปผลจากโครงการของธนาคารโลกไว้ 3 ข้อ 1. ธนาคารโลกกำลังแทรกแซงนโยบายที่ดินของไทย ส่งผลอย่างหนักต่อการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ การเร่งรัดการออกโฉนด ทำให้ที่ดินสูงขึ้นมีการนำไปเก็งกำไร

2.ธนาคารโลกละเลยต่อกรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชน และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนท้องถิ่นมีสิทธิในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ของตัวเอง 3.การแก้ไขปัญหาที่ดินในสังคมไทย ไม่สามารถแก้ไขด้วยกลไกตลาดที่ดิน หรือทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนเท่านั้น เพราะแนวคิดการออกโฉนดที่ดิน คือกระบวนการที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยถูกดูดเข้าสู่กระแสทุนนิยม ท้ายที่สุดก็ไม่อาจรักษาที่ดินของตัวเองได้

 

กลับหน้าแรก