|
เข้าใจโลก
เข้าใจ"ทุน ฉบับ พันศักดิ์
วิญญรัตน์
ทัศนะ : พันศักดิ์ วิญญรัตน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 "แปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นความคิดของนายกฯ ผมบอกท่านว่า ถ้าทำสำเร็จ จะได้เครดิตมหาศาล ถ้าคิดสำเร็จแต่ทำไม่ได้ ก็เป็น "กรรม" ของท่านนายกฯ ..........เพราะมันมีความเสี่ยง ทางการเมือง" หากโลกทั้งโลกกำลังเผชิญปัญหาที่เกิดจากกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จนทำให้การแบ่งแยกการผลิตซึ่งเคยมีถูกลบเลือนไป และนำไปสู่สถานการณ์ Post-Modern Capitalism สินค้าล้นตลาด แข่งตัดราคาขาย และการระเบิดของตลาดทุน นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาลก็คือกลไกหนึ่ง ที่พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มองว่าจะทำให้ประเทศไทย มีที่ยืน บนความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของ "ทุนนิยมโลก" และสามารถจัดการกับ "ทุน" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ "ปัญหาใหม่ของทุนนิยม คือ ทุกคนมุ่งเอาทุนเป็นเป้าหมาย เทคโนโลยีทำให้เกิดการผลิตขนาดใหญ่ ผลที่เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจโลก การแบ่งแยกการผลิตถูกกลืนหายไป" พันศักดิ์ กล่าว เขาบอกว่าในยุคที่เรียกว่า "ทุนนิยมโพสต์โมเดิร์น" ตลาดทุนมีการพัฒนาไปมาก แต่กระบวนการผลิตกลับไม่สามารถก้าวตามได้ทัน เพราะความเฟื่องฟูของเทคโนโลยีผลักดันให้ทุกประเทศสามารถผลิตของได้เหมือนๆ กัน และพากันผลิตจนล้นตลาด ขาดความแตกต่าง และในที่สุดตลาดหุ้นที่เคยเฟื่องฟูก็ต้องเผชิญกับมรสุม "จีนซึ่งเคยต่อต้านทุนนิยมมา 40-50 ปี ตอนนี้ลุกขึ้นมาบอกว่าไม่ต่อต้านแล้ว และมีกระบวนการถ่ายโอนเทคโนโลยีเพื่อเป้าหมายอื่นๆ มาเป็นกระบวนการผลิต บวกด้วยแรงงานราคาถูก ผมคิดว่าในที่สุดจีนก็ต้องเผชิญกับโอเวอร์ซัพพลาย เพราะการผลิตเหลือล้น ส่งของราคาถูกกดราคาคนอื่นหมด ทางออกก็คือ ต้องให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีอำนาจในการซื้อได้ แต่ประชาชนจีนจะมีอำนาจในการซื้อก็ต่อเมื่อมีกระบวนการเคลื่อนทุนไปสู่คนจน คนส่วนใหญ่ในประเทศ นอกจากนั้นยังต้องเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการผลิตรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม และมีความหลากหลายเข้าไปด้วย แต่ถ้าเคลื่อนทุนไปให้คนจน และคนจนยังใช้กระบวนการผลิตแบบเดิม ก็จะเกิดการระเบิดของปัญหาในรูปแบบใหม่ " บนการเปลี่ยนแปลงของ "ทุนนิยมโลก" พันศักดิ์ บอกว่าไทยเองก็เป็นประเทศหนึ่งที่กำลังเผชิญปัญหานี้ และการหาจุดยืนของประเทศต้องตีโจทย์การสร้างความมั่งคั่งให้ออกว่าเท่ากับ "ทุน + .......? " บนถนนของ "Post-Modern" Capitalism ที่มีปัญหา พันศักดิ์ บอกว่า "ต้องย้อนมาดูตัวเราเอง เราจะทำอย่างไรถ้าเราไม่เข้าใจทุน เราเคยจัดกระบวนการผลิตเช่นเดียวกับจีนมาแล้ว และต้องประสบความเสียหายไปกับ Mass Production เราต้องหันไปมองทุนกันใหม่ เราต้องใช้แคปปิตอลเป็นฟังก์ชันหนึ่งในกระบวนการผลิต ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า โปรดักชั่น ต้องบวกกับอะไร เพื่อ survive เพื่อ sustain ต้องเอาทุนมาบวกกับกระบวนการผลิตที่สร้างสรรค์ มันจึงยั่งยืน" ประเด็นของการเข้าถึง "ทุน" คือหนึ่งในโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในความคิดของ พันศักดิ์ และนโยบายแปลงสินทรัพย์ก็เป็นหนึ่งใน "คำตอบ" เขายืนยันว่าผู้ริเริ่มนโยบายนี้ไม่ใช่ตัวเขาแต่เป็น "นายกรัฐมนตรี" ..."ผมไม่ใช่ Master ผมไม่ได้เป็นคนคิด ท่านนายกฯ เป็นคนคิด แต่ถามว่าผมสนทนากับท่านนายกฯ ในการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของไทยมาหลายปีใช่ไหม ...ใช่ เรื่องแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเป็นของท่านนายกฯ ผมบอกท่านว่า ถ้าทำสำเร็จจะได้เครดิตมหาศาล ถ้าคิดสำเร็จแต่ทำไม่ได้ ก็เป็นกรรมของท่านนายกฯ ผมเป็นที่ปรึกษา ต้องเข้าใจบทบาทของผม บางวันผมคิดอะไรไม่ออกก็นั่งฟังเพลง บางวันคิดออกเป็นพันเรื่อง แต่คนที่ผมให้คำปรึกษาไม่ใช่คนบื้อๆ ต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจในสิ่งที่ผมให้คำปรึกษาไป เพราะมันมีความเสี่ยงทางการเมืองมหาศาล ถ้าฟังผมแค่นั้นแล้วไปทำคือ คนบ้า เพราะที่ปรึกษาไม่ต้องมีความเสี่ยงทางการเมือง" นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ยึดโยงอยู่กับการมองหาแนวทางหล่อเลี้ยงตัวเองหลัง "Post-Modern" Capitalism บนมุมมองที่ว่าในโลกที่ต้องการสินค้า และบริการแตกต่างหลากหลาย ต้องทำให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้ มีทักษะ สามารถเข้าถึง "ทุน" ได้ "เช่นที่ดิน ส.ป.ก. ชาวไร่ ชาวนานำไปลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่ม 15 ปีของชีวิต เมื่อเขาต้องการนำที่ไปหาเงินเพิ่ม ปรากฏว่าไม่มีใครให้เงินกู้ ถึงจะมีการให้กู้ก็แบบกรุณาพิเศษ เช่น ธ.ก.ส.ให้กู้ไร่ละ 1 หมื่นบาท ผิดหลักเศรษฐศาสตร์ คอมมิวนิสต์ยังไม่ทำอย่างนั้นเลย เราต้องจัดการให้ถูกหลักเศรษฐศาสตร์ และเป็นธรรม ผมไปเห็นการผลิตของชาวบ้านที่ขายได้ในต่างประเทศ จะทำอย่างไรให้ธนาคารไปเจอชาวบ้าน แต่ชาวบ้านมีแต่ที่ ส.ป.ก. ไม่มีเอกสารอื่น" นี่คือการเคลื่อนย้ายทุนไปในที่ ที่ถูกต้องในความคิดของพันศักดิ์ "ต้องทำกลไกให้เกิดความชัดเจนว่าเอกสารสิทธิที่มีข้อแม้ต่างๆ ของประเทศไทยมีอะไรบ้างที่จะไปเจอกับระบบการเงินของรัฐ หรือเอกชน ปัญหา "ทุน" เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศมากกว่าเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศซึ่งต้องคุยกันยาว" ดร.พันศักดิ์ กล่าวถึงการเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศว่า เป็นกระบวนการที่มีพลวัตแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และยิ่งมีการผลิตที่ดีขึ้นเท่าไรราคาผลผลิตทางอุตสาหกรรมก็จะตกลงไปเรื่อยๆ ยิ่งถ้านำเทคโนโลยีชีวภาพไปเพิ่มผลผลิตในพืชผลทางการเกษตร ก็จะยิ่งทำให้ราคาพืชผลแข่งกันตกต่ำ ปัญหาที่เห็นก็คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันที่พึ่งพิงอยู่กับเทคโนโลยีมักไม่คงทน ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ผสมอยู่ด้วย และสำหรับประเทศไทย สิ่งนั้นอาจหมายถึง "ความเป็นไทย" หรือ "Thainess" "ความสามารถในการแข่งขันคืออะไร ถ้าคุณดูโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่นั่นมีคนไข้ต่างประเทศ 2 แสนคน สิ่งที่บำรุงราษฎร์ทำก็คือ Critical Medical Healthcare Service ใช้เทคโนโลยีบวกความเป็นไทย เขานำจิตวิญญาณความเป็นไทยเข้ามาใช้ เอาบริการของโรงแรมมาไว้ในโรงพยาบาล มีร้านอาหารร้อยพันชนิดอยู่ที่นั่น ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนที่ทำได้ และสร้างด้วยเทคโนโลยีก็ไม่ได้ อินเวสเมนท์แบงเกอร์ไทยบอกว่าหุ้นที่น่าสนใจ คือกลุ่มสุขภาพ และบันเทิง แต่เอ็นเตอร์เทนเมนท์ มันเป็น เจเนอริค เทอม มันหมายถึง ภาพยนตร์ เพลง การบริการ และอื่นๆ ที่สัมผัสด้วย หูตา ผิว ร่างกาย ทั้งหมดอยู่ในบริบทของเอ็นเตอร์เทนเมนท์" ความหมายของ ดร.พันศักดิ์ ก็คือ ประเทศไทยสามารถสร้างโอกาสให้กับตัวเองได้ด้วยการนำทุนทางสังคม เช่นวัฒนธรรม หรือ ความเป็นไทย มาบวกกับ "ทุน" เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีความหลากหลาย "ผมเชื่อว่า เราได้ประโยชน์จากการรับวัฒนธรรมของสังคมอันยิ่งใหญ่ของโลกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งจีน และอินเดีย เวลาของประวัติศาสตร์ไทยได้มีกระบวนการผสมของชนชาติ ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดการผลิตที่ทำรายได้เข้าประเทศแบบเนื้อๆ มาดูตัวเลขกัน 35-40% ของการส่งออกไทยมาจากเอสเอ็มอี ในปี 2545 ผลผลิตของเอสเอ็มอีก็คือกระบวนการคิดค้นของวัฒนธรรม ตั้งแต่ความสามารถในการเข้าไม้เฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ 30% ของรายได้จากการท่องเที่ยวมาจากการขายของของเอสเอ็มอี เป็นการส่งออกที่ไม่ต้องใช้แอลซี จำนวนกว่าแสนล้านบาท ทั้งหมดเป็นผลผลิตจากวัฒนธรรม ถ้าถามว่าโลกอนาคตมันต้องการอะไร ก็ต้องดูว่า เอ๊ะอยู่ดีๆ สปาของไทย ได้รับการโหวตให้เป็นสปาที่ดีที่สุดในโลก ได้อย่างไร ขณะที่เยอรมนี เช โกสโลวะเกีย เป็น 2 ประเทศที่มีประวัติสปายิ่งใหญ่ของจักรวรรดิยุโรปมาเป็นเวลานาน ไทยทำได้อย่างไร ต้องคิดกันดีๆ" เพื่อหลบหลีกสถานการณ์ที่เรียกรวมๆ ว่าทุนนิยมโพสต์เดิร์น ดร.พันศักดิ์ ย้ำว่าต้อง จัดการทุน" พร้อมๆ กับการปรับโครงสร้างกระบวนการผลิตให้เท่าทัน "แปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นแค่ element หนึ่ง ไม่ใช่เป้าหมาย ในการบริหารประเทศ" ในมุมมองของคนศึกษามาร์กซิสต์ เขาบอกว่าการเข้าใจ "ทุนนิยม" เพื่อนำมาเป็นกระบวนการหนึ่งในการสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศเป็นสิ่งสำคัญ "เราเสียเวลาไปมากในการต่อต้านทุนนิยมในชีวิตสมัยหนุ่มสาว และใช้เวลาน้อยมากที่จะคิดเรื่อง Capital Function ถ้าเราเอา Capital มา Function ไม่ต้องเสียเวลาไปต่อต้านทุนนิยม แต่ต้อง creative หน่อย เพราะทุนจะเป็น element ที่อำนวยความสะดวกต่อการสร้างมูลค่า " พันศักดิ์ บอกว่าสังคมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน 2 อย่าง คือ สินค้า และบริการ ซึ่งหากขจัดปัญหาของทุนออกไปได้ ความสามารถในการสร้างมูลค่าจะขึ้นอยู่กับ "ปัญญา" เป็นสำคัญ "มันก็ขึ้นอยู่กับ "ปัญญา" ล่ะว่า ละเมียด หรือเปล่า ถ้าหากปัญญาละเมียด และเข้าใจความละเมียดของโลก มันก็ match กัน แต่ถ้าปัญญาของคุณเถื่อน คุณก็ใช้ ทุน เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการผลิตของเถื่อนๆ ออกมา การผลิตของเถื่อนๆ ก็จะล้นโลก แข่งกันเอง และตายไปก็เท่านั้นเอง เราต้องเข้าใจโลก เข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า Growth Market ในชีวิตใหม่ของโลกศตวรรษที่ 21" ล้อมกรอบปูสกรีนล่าง พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบาย นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ Smart MBA ซึ่งจะออกอากาศราวต้นเดือน มี.ค.ทาง ยูบีซี 7
|
| กลับหน้าแรก |