ความสามารถในการแข่งขัน กับเศรษฐกิจระดับจุลภาค

มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์  กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2546

ถ้าเอ่ยชื่อ Michael E. Porter ศาสตราจารย์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คิดว่าส่วนใหญ่ คงรู้จักผลงานของเขาเป็นอย่างดี Porter เอง ได้พัฒนาแนวคิด ในด้านของการแข่งขัน และในด้านของกลยุทธ์ มาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นตัวแบบ การวิเคราะห์อุตสาหกรรม ที่อยู่ในตำรากลยุทธ์ทุกเล่มอย่าง 5 Forces หรือแนวคิดลูกโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) ที่พูดถึงกันจนเป็นศัพท์สามัญไปแล้ว 

Porter ต้องการที่จะอธิบายสาเหตุที่ทำให้องค์กรธุรกิจแห่งหนึ่งมีความสามารถในการแข่งขันเหนือองค์กรอื่น ในช่วงหลัง Porter เองก็ได้ขยายขอบเขต ของการวิเคราะห์และอธิบายสาเหตุ ของความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) จากระดับองค์กรธุรกิจไปสู่ระดับประเทศ

ในสัปดาห์นี้ผมเลยอยากจะนำความคิดเห็นของ Porter ต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศมานำเสนอ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยคงต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของท่านผู้อ่านเองครับ

Porter เองค่อนข้างมีความเห็นที่แตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปที่อธิบายว่า ความสามารถทางการแข่งขันของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านมหภาค ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านนโยบายทางการเงินและการคลัง กฎหมาย การส่งออก ฯลฯ

Porter มองว่า ถึงแม้ปัจจัยทางด้านมหภาคเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างความมั่นคงและเติบโตของแต่ละประเทศ แต่ปัจจัยทางด้านมหภาคเหล่านี้ยังไม่เพียงพอในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้ โดยมองว่า ความมั่งคั่งของประเทศจะเกิดขึ้นได้จากระดับเศรษฐกิจระดับจุลภาค (Microeconomic) มากกว่าระดับมหภาค

นอกเหนือจากประเด็นความแตกต่างในแนวคิดด้านมหภาคและจุลภาคแล้ว Porter เองยังมีความเห็นที่แตกต่างจากผู้อื่นในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน Porter มองว่าในอดีตเรามักจะเข้าใจผิดกับคำว่า ความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศ

โดยมักไปยึดติดกับส่วนแบ่งในตลาดโลกของสินค้าจากประเทศนั้นๆ การมองคำจำกัดความของความสามารถในการแข่งขันในลักษณะดังกล่าว ทำให้นโยบายของรัฐบาลในเรื่องเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันผิดเพี้ยนไป โดยรัฐบาลก็จะไปมุ่งเน้นในการออกนโยบายที่ลดต้นทุนค่าแรงงานภายในประเทศ

อีกทั้งมุ่งเน้นการลดค่าเงินของตนเองเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการส่งออก โดยเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ แต่ Porter มองอีกมุมหนึ่งว่า การสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยมุ่งเน้นต้นทุนแรงงานราคาที่ถูกและการลดค่าเงิน แต่ในขณะเดียวกันกลับจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศ ไม่ได้เป็นการเพิ่มความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว

Porter เสนอว่า ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศนั้น ต้องเริ่มจากแหล่งของความเจริญและมั่งคั่งของประเทศก่อน ความมั่งคั่งและมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชากรในประเทศเกิดขึ้นจากผลิตภาพ (Productivity) ของแต่ละประเทศ ซึ่งวัดโดยมูลค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศนั้นๆ ต่อด้วยหนึ่งหน่วยของทรัพยากรมนุษย์ ทุน และทรัพยากรธรรมชาติ

พอจะสรุปได้ว่า ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของแต่ละประเทศจะต้องดูจากผลิตภาพ และผลิตภาพนั้นทำให้แต่ละประเทศสามารถสนับสนุนค่าแรงที่สูง ค่าเงินที่แข็ง และผลตอบแทนจากเงินทุน อันจะนำไปสู่มาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูง และผลิตภาพน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของแต่ละประเทศมากกว่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว

การวัดผลิตภาพของแต่ละประเทศนั้น Porter เสนอให้ดูจาก GDP per Capita ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านไปดู GDP per Capita ของแต่ละประเทศในปี 2001 จะพบว่า อเมริกามี GDP per Capita สูงสุดอยู่ที่ 34,888 ประเทศอื่นที่มี GDP per Capita สูงๆ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ แคนาดา ส่วนของประเทศไทยนั้นอยู่ที่ 6,630 ซึ่งถ้าดูจากตารางที่ Porter ทำไว้ก็อยู่ตรงกลางค่อนไปทางต่ำ

ถึงตรงนี้ คำว่าเศรษฐกิจระดับจุลภาค ในความหมายของ Porter คืออะไร? Porter เองมองว่า เศรษฐกิจระดับจุลภาคคือกลยุทธ์ ความสามารถในการแข่งขัน และผลิตภาพของบริษัทต่างๆ ในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงบริบทและสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูปโภคที่พร้อม Suppliers ที่ดี สถาบันวิจัยที่ทันสมัย สถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ

และถ้าได้ตามงานของ Porter มาตลอดก็จะพบว่า เศรษฐกิจระดับจุลภาคตามความหมายข้างต้นไม่ได้เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับ Porter เลย ปัจจัยระดับจุลภาคข้างต้นล้วนแล้วแต่เคยปรากฏอยู่ในงานเก่าๆ ของเขาทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น 5 Forces, Value Chain, หรือ Diamond Model เพียงแต่ในช่วงหลัง Porter พยายามที่จะปรับแนวคิดก่อนๆ ที่เขาเคยพัฒนาให้มุ่งเน้นในระดับชาติมากขึ้น

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ Porter นำเสนอนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาโดยขาดหลักฐานสนับสนุน Porter ได้ทำการวิจัยในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านเศรษฐกิจระดับจุลภาคกับความมั่งคั่งของแต่ละประเทศ (ซึ่งวัดโดย GDP per Capita) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเศรษฐกิจระดับจุลภาคมีผลถึงร้อยละ 81 ต่อความแตกต่างของ GDP per Capita ของแต่ละประเทศ ซึ่งก็สนับสนุนแนวคิดของ Porter ได้ชัดเจนพอสมควร

นอกจากนี้ Porter ยังได้พัฒนาดัชนีชี้วัดอีกตัวหนึ่งชื่อ The Microeconomic Competitiveness Index (MCI) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ การที่จะได้มาซึ่งตัว MCI นั้นเกิดขึ้นจากการสำรวจสอบถามผู้บริหารเกือบ 5 พันคนใน 80 ประเทศทั่วโลก โดยคำถามนั้นเป็นคำถามที่มุ่งเน้นในการประเมินระดับของเศรษฐกิจระดับจุลภาคของแต่ละประเทศ

เช่น การถามถึงคุณภาพของโรงเรียนของรัฐ ก็จะแสดงให้เห็นถึงปัจจัยด้านทุนมนุษย์ ของประเทศนั้นๆ นอกเหนือจากคำถามจากแบบสอบถามแล้ว การที่จะได้มาซึ่ง MCI นั้นยังต้องอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณประกอบด้วย เช่น จำนวนของสิทธิบัตรที่มีการจดทะเบียน หรืออัตราการใช้อินเทอร์เน็ต หรืออัตราการใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของการทำ MCI นั้น Porter ต้องการที่จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบปัจจัยเศรษฐกิจระดับจุลภาคของแต่ละประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพยากรณ์ความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ (วัดจาก GDP per Capita)

ซึ่งเมื่อได้ทดสอบในทางสถิติแล้วก็พบว่า ปัจจัยทั้งสองประการมีความสัมพันธ์กันที่ชัดเจน ดังนั้นผู้อ่านคงจะเดาได้นะครับว่า ประเทศที่มีระดับ MCI สูงสุดคืออเมริกา ตามมาด้วยประเทศต่างๆ ที่มีระดับของ GDP per Capita ที่สูงดังที่ได้เสนอไปแล้ว ส่วนของไทยนั้นมีลำดับของ MCI อยู่ในอันดับที่ 35 ซึ่งถ้าดูเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ แล้วก็ถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ

เป็นอย่างไรบ้างแนวคิดของ Porter ต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ถ้าท่านผู้อ่านสนใจในรายละเอียดเพิ่มเติมขอแนะให้เข้าไปดูจาก website ของเขาได้ที่ Institute for Strategy and Competitiveness (www.isc.hbs.edu) ซึ่งข้างในจะมีรายละเอียดผลงานของ Porter ค่อนข้างเยอะพอสมควร

 

กลับหน้าแรก