|
ลัทธิบริโภคนิยมไม่ดีจริงหรือ
คอลัมน์ สวนสนามนักศึกษา มติชนรายวัน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 โดย นายพลากร แสงเกิด คณะเศรษฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช นับตั้งแต่รัฐบาลชุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาบริหารประเทศได้มีการวิจารณ์แนวนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนในประเทศ มีการบริโภคมากขึ้น ว่าเป็นการทำให้เกิดลัทธิบริโภคนิยม ทำให้เป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจในอนาคตได้ ในการวัดระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศมักจะกล่าวถึงเรื่องรายได้ประชาชาติ และผลิตภัณฑ์ในประเทศหรือ GDP[Gross Domestic Product] ซึ่งสามารถคำนวณได้หลายวิธี วิธีหนึ่งคือการหาค่า GDP จากผลรวมของการบริโภคของภาคเอกชนในประเทศ การลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐ และดุลการค้าระหว่างประเทศ แนวทางของรัฐมุ่งเน้นในการเพิ่ม GDP เป็นหลักโดยเฉพาะการเพิ่มการบริโภคของภาคเอกชน และการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเชื่อว่าเมื่อมีการบริโภคมากขึ้นทำให้มีความต้องการสินค้ามากขึ้นจึงต้องผลิตสินค้ามากขึ้น เกิดการจ้างงานและทำให้รายได้ของคนในประเทศมากขึ้น แต่ถ้าหากว่ามีการบริโภคที่มากเกินไปจนเกินความสามารถในการผลิตของประเทศ นั่นคือกรณีที่มีการผลิตอย่างเต็มที่แล้วแต่ยังมีความต้องการของสินค้าอยู่อีกมาก ราคาสินค้าก็จะสูงขึ้น(ปกติในเรื่องอุปสงค์ อุปทานถ้าราคาสินค้าสูงขึ้นจะมีการผลิตสินค้ามากขึ้นทำให้ราคาสินค้าลดลง แต่กรณีนี้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้มากกว่านี้อีกแล้ว) เกิดเงินเฟ้อมากขึ้นทำให้ประชากรส่วนหนึ่งไม่สามารถซื้อได้ก็จะลดการบริโภคลง ผู้ผลิตก็จะลดการผลิต ส่งผลให้มีการจ้างงานลดลง และรายได้ของคนในประเทศก็จะลดลงด้วย ทำให้เกิดการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศได้ จากเหตุผลข้างต้นจะเห็นว่าการบริโภคมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ถ้าคนในประเทศมีการบริโภคน้อยเกินไปหรือมากเกินไปก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศแย่ลงได้ แต่ถ้าในกรณีที่มีการบริโภคมากขึ้นร่วมไปกับการผลิตที่มากขึ้นด้วยก็น่าจะไม่มีผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศแย่ลง นั่นคือบริโภคในปริมาณเท่าที่จะสามารถผลิตได้(เศรษฐกิจแบบพอเพียง) หรือถ้าคุณต้องการบริโภคมากขึ้น คุณก็ต้องผลิตหรือทำงานให้มากขึ้น อย่าคิดว่าเราจะสามารถร่ำรวยได้โดยไม่ต้องทำงาน
|
| กลับหน้าแรก |