|
กัมพูชา...บทเรียนแห่งความรุนแรง
โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2546 หลังเกิดเหตุการณ์จลาจลในกัมพูชาที่มีการบุกเข้าเผาสถานทูตไทย และธุรกิจของคนไทยจำนวนหนึ่ง จนต้องมีการอพยพคนไทย ออกจากกัมพูชาอย่างเร่งด่วน มีการปิดพรมแดน และลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศลง หลายๆ คนคงมีความรู้สึกเดียวกันว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ข่าวลือเพียงแค่ว่าดาราละครไทยที่เป็นที่ชื่นชอบของคนกัมพูชา กล่าวพาดพิงในทางที่ไม่ดีเกี่ยวกับคนกัมพูชา จะก่อให้เกิดความโกรธแค้นกับคนกลุ่มหนึ่งอย่างมากมาย จนนำไปสู่การบุกเผาสถานทูตและพยายามทำลายธุรกิจขนาดใหญ่ของคนไทยในกัมพูชา มีความพยายามที่จะวิเคราะห์เพื่อให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเพียงหมากกลทางการเมืองที่ถูกนำมาใช้เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม เนื่องจากประเทศกำลังจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ การวิเคราะห์นี้อาจจะผิวเผินเกินไป ถ้าเราจะมองกันอย่างแท้จริงว่าการที่คนจะลุกขึ้นมาทำร้ายกันถึงขนาดนี้ เพราะเชื่อข่าวลือดังกล่าว แต่น่าจะมาจากความรู้สึกเบื้องลึกบางประการที่แฝงอยู่เป็นทุนเดิม สงครามและความขัดแย้งภายในประเทศกัมพูชาที่ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายสิบปี โดยความขัดแย้งภายในเหล่านี้มักจะมีประเทศภายนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเสมอ ส่งผลให้โดยทางจิตวิทยาชาวกัมพูชามักจะหวาดระแวงภัยคุกคามจากต่างชาติเป็นพิเศษ ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเหล่านี้ก่อให้เกิดการขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ มีผลทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชาเมื่อเปรียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและไทย อยู่ในสภาพที่ล้าหลังกว่ามาก จากที่เคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณ กลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มยากจนและล้าหลัง จากประเทศที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นประเทศที่มีความเสื่อมโทรมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่ดิน และป่าไม้ จากประเทศที่มีความเจริญทางด้านอารยธรรมกลายเป็นประเทศที่รากฐานทางสังคมและวัฒนธรรมถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง ข้อมูลในปี 2544 แสดงว่ากัมพูชามีประชากรอยู่ประมาณ 13 ล้านคน โดยเป็นประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี อยู่เกือบ 7 ล้านคน มีอัตราการเกิดค่อนข้างสูงที่ร้อยละ 3-4 ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นเด็กและเยาวชนซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสงครามสงบลงแล้ว กำลังแรงงานคิดเป็นเพียงร้อยละ 43 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือว่าอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ แสดงให้เห็นว่ารายได้ของแรงงานหนึ่งคนจะต้องสามารถเลี้ยงดูประชากรได้มากกว่า 2 คนขึ้นไป ประชากรกว่าร้อยละ 80 ยังคงอาศัยอยู่ในชนบท รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชนทั้งประเทศตกอยู่ในราวประมาณปีละ 286 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 12,000 บาท ซึ่งไม่ถึงร้อยละสิบของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย กัมพูชาจัดเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มยากจนค่อนข้างมาก ครัวเรือนถึงร้อยละ 36 มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน และคนจนกว่าร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในเขตชนบท ครัวเรือนในชนบทอาศัยการทำเกษตรกรรมเลี้ยงชีพ โดยมีครอบครัวถึงร้อยละ 40 มีพื้นที่ทำกินเพียง 3 ไร่เศษๆ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ และถึงแม้ว่ากำลังแรงงานในกัมพูชาจะมีเพียง 5.6 ล้านคนก็ตาม การขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมและบริการก็ไม่สามารถรองรับแรงงานเหล่านี้ได้เพียงพอ แรงงานส่วนหนึ่งจึงยังคงต้องไปหางานทำในประเทศเพื่อนบ้าน ประมาณว่ามีแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยตกประมาณปีละเกือบแสนคน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี จากการประมาณการของเอดีบีคาดว่าเศรษฐกิจของกัมพูชาจะโตถึงร้อยละ 6.1 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชียและเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในกัมพูชา คงจะส่งผลกระทบต่อการค้า และการลงทุนในกัมพูชา และส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน กัมพูชายังคงพึ่งพาเศรษฐกิจในภาคเกษตรค่อนข้างมากโดยมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือ GDP ที่ประมาณเกือบร้อยละ 40 โดยเศรษฐกิจในภาคเกษตรขึ้นอยู่กับข้าว ประมง และป่าไม้เป็นสำคัญ ส่วนเศรษฐกิจในภาคนอกเกษตรกรรมขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 12.5 ของ GDP และเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมที่ประมาณ 200,000 คน นอกจากนั้นแล้วเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายยังเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของกัมพูชาแต่ตลาดหลัก ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่สหรัฐอเมริกาถึงกว่าร้อยละ 70 รองลงมาอยู่ที่ตลาดยุโรปอีกประมาณร้อยละ 26 การลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นทั้งจากภาครัฐและการลงทุนจากต่างประเทศมีผลให้ภาคก่อสร้างมีการขยายตัวอย่างชัดเจน นอกจากนั้นแล้วการท่องเที่ยวยังเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญมากของกัมพูชา โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2546 มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ 4 แสนคน(ร้อยละ 65 เข้ากัมพูชาทางเครื่องบิน และอีกร้อยละ 35 เข้าทางน้ำและถนน) มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 20 ในภาคการค้าระหว่างประเทศกัมพูชายังต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากสินค้าทุน เครื่องจักร และวัตถุดิบ เช่น น้ำมัน ในสัดส่วนที่สูง ขณะที่การส่งออกยังกระจุกตัวอยู่ที่ทรัพยากรธรรมชาติ และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ทำให้กัมพูชามีการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงติดต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยมีกรขาดดุลการค้ามากกว่าร้อยละ 10 ของ GDP อย่างต่อเนื่อง และมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงมากกว่าร้อยละ 10 ในช่วงปี 2538-2542 และลดลงเหลือร้อยละ 7 ในช่วงปี 2543-44 รัฐบาลกัมพูชาสามารถจัดเก็บรายได้ได้เพียงร้อยละ 12 ของ GDP โดยเป็นรายได้จากการจัดเก็บภาษีร้อยละ 70 (หนึ่งในสามของรายได้ภาษีมาจากภาษีศุลกากร) ทั้งนี้ รายได้จากการจัดเก็บภาษีไม่เพียงพอสำหรับรายจ่ายประจำของภาครัฐ สำหรับรายได้อีกประมาณร้อยละ 60 เป็นรายได้ที่เกิดจากการให้สัมปทานเช่น สัมปทานธุรกิจไม้ ธุรกิจโทรคมนาคม และกาสิโน เป็นต้น ขณะเดียวกันรัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมาก ทำให้การใช้จ่ายของภาครัฐคิดเป็นร้อยละ 18 ของ GDP โดยแบ่งเป็นรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 60 และรายจ่ายเพื่อการลงทุนร้อยละ 40 ทั้งนี้รายจ่ายเพื่อการป้องกันประเทศและความมั่นคงของกัมพูชาสูงถึงหนึ่งในสามของงบประจำ และสูงกว่างบประมาณทางด้านการศึกษา และสาธารณสุขรวมกัน รัฐบาลกัมพูชาขาดดุลงบประมาณติดต่อกันที่ระดับร้อยละ 6-7 ของ GDP มาเป็นเวลากว่าทศวรรษ ส่งผลให้หนี้สาธารณะของกัมพูชาอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้กัมพูชายังได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและทางสังคมในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยในปี 2541 เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศมีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของภาครัฐเสียอีก การลงทุนจากต่างประเทศเป็นตัวแปรที่สำคัญอีกประการหนึ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจากเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ในปัจจุบันการลงทุนต่างประเทศในกัมพูชาประมาณร้อยละ 80 เป็นการลงทุนจากประเทศในเอเชียด้วยกัน โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมามาเลเซียเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการลงทุนในกัมพูชามากที่สุด โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 31.2 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของกัมพูชาทั้งหมด รองลงมาได้แก่ไต้หวัน ที่ประมาณร้อยละ 8 ส่วนประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนในกัมพูชาในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาที่ร้อยละ 3.3 เท่านั้น ถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญในเรื่องการลงทุนเป็นอันดับ 7 เมื่อมองย้อนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันยาวถึงเกือบ 800 กิโลเมตร มีประเพณีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน มีการนับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน พบว่าเราเป็นทั้งมิตรและศัตรูต่อกันอย่างยาวนาน ในงานวิจัยของศาสตราจารย์เขียน ธีระวิทย์ และคุณสุณัย ผาสุข ในโครงการเมธีวิจัยอาวุโสเรื่องกัมพูชา ได้เขียนสรุปถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยไว้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยมีพื้นฐานไม่ค่อยดีนัก โดยทั้ง 2 ฝ่ายมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีต่อกัน ความขัดแย้งในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาวนเวียนกลับไปกลับมาตลอดเวลาในเรื่องปัญหาเขตแดน และปัญหาความสัมพันธ์ที่ดีและไม่ดีของทั้ง 2 ประเทศมักจะเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งภายในของกัมพูชาประกอบด้วยเสมอ จากความสัมพันธ์ที่เป็นทั้งร่วมมือกันและขัดแย้งกันมาในอดีต ได้แปรเปลี่ยนไปสู่ความร่วมมือกันอย่างเป็นด้านหลักอย่างชัดเจนในยุคปัจจุบัน จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ทำให้นโยบายต่างประเทศของไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก ความพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจมีเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ มีความพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศในคาบสมุทรอินโดจีนซึ่งประกอบด้วย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่า เข้าเป็นสมาชิกของอาเซียน(Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ 6 ประเทศ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดปัญหาความไม่มีเสถียรภาพหรือความขัดแย้งทางการเมืองลง แต่สถานการณ์ความผันผวนทางการเมืองในกัมพูชาที่มีค่อนข้างมาก ทำผลให้กัมพูชาเป็นชาติสุดท้ายในภูมิภาคนี้ที่เข้าเป็นสมาชิกของอาเซียนโดยมีการรับกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกของอาเซียน อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม 2542 นับเป็นประเทศที่ 10 ในอาเซียน ความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นไปในทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้นเป็นลำดับ มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ การพัฒนาการเกษตร การแพทย์และสาธารณสุขต่อกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ทางการค้าโดยเฉพาะการค้าชายแดนขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สินค้าอุปโภคและบริโภคของไทยวางขายอยู่ในกัมพูชาอย่างมากมาย และขณะเดียวกันไทยก็มีการนำเข้าไม้ซุงและไม้แปรรูป หนังดิบและหนังฟอก รวมทั้งสินแร่โลหะ จากกัมพูชาเช่นกัน แต่โดยรวมแล้วไทยได้เปรียบดุลการค้ากับกัมพูชามาโดยตลอด จากประมาณปีละ 2 พันล้านบาท ในปี 2536 มาเป็น 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2545 นักธุรกิจไทยจำนวนมากได้เข้าไปลงทุนในกัมพูชาในธุรกิจประเภทต่างๆ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม การแปรรูปไม้ โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจการท่องเที่ยวตลอดจนการลงทุนในกาสิโนตามแนวชายแดน นอกจากนี้ไทยยังเป็นแหล่งรองรับแรงงานจากกัมพูชา โดยมีชาวกัมพูชาเข้ามาทำงานทั้งที่มาเช้าเย็นกลับ และที่หลบเข้ามาอย่างผิดกฎหมายอีกจำนวนมากนับเป็นแสนคน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของกัมพูชาเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่ในบางกรณีก็อาจเกิดปัญหาที่ผลประโยชน์จากการค้า และการลงทุนเกือบทั้งหมดถูกเก็บเกี่ยวโดยโดยประเทศที่เข้มแข็งกว่าหรือนักธุรกิจที่เข็มแข็งกว่าได้เช่นเดียวกัน หรือในบางกรณีก็เกิดปัญหาการแสวงผลประโยชน์อย่างไม่ชอบธรรม เมื่อปัญหาเหล่านี้ผสมกับความรู้สึกพื้นฐานลึกๆ ของความหวาดระแวงชาวต่างชาติหรือความรู้สึกต่อคนไทยในอดีตของประชาชนกัมพูชา และผสมผสานกับความขัดแย้งทางการเมืองภายใน จึงได้กลายเป็นความรุนแรงไปในที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราไม่สามารถแก้ปมปัญหาทางทัศนคติที่ฝังอยู่ในคนทั้ง 2 ฝ่าย การลงทุนของนักลงทุนไทยจึงไม่ควรจะมุ่งแต่กำไรและกอบโกยผลประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ควรจะต้องดำเนินด้วยความเข้าใจในสังคมวัฒนธรรมของคนกัมพูชา การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม การส่งเสริมให้มีการตอบแทนทางสังคมและสร้างความเข้าใจที่ดีงามต่อกัน สุดท้ายเรื่องนี้คงเป็นบทเรียนให้เรารู้ว่าการอาศัยเพียงความสัมพันธ์กับโครงสร้างอำนาจ โดยละเลยการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน และสังคม ไม่ได้เป็นหลักประกันเลยว่าธุรกิจจะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |