แทรกแซงราคาน้ำมัน  เสียหายกว่าทำลายกลไก

บทนำ :     กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 12 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2546

การประชุมคณะรัฐมนตรี ชัดเจนแล้ววานนี้ ว่า อนุมัติในหลักการ ให้กระทรวงการคลัง ดำเนินการกู้ยืมเงินจากธนาคารออมสิน จำนวนเงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอมา หลังจากก่อนหน้านี้ หลายหน่วยงานประเมินร่วมกันแล้วว่า หากปล่อยให้เดินตามกลไกตลาดเช่นที่ดำเนินมากว่า 10 ปี เมื่อสงครามเกิดสถานการณ์ไม่ดีแน่ โดยเฉพาะในแง่ผลทางการเมือง เพราะย้อนกลับไปในอดีต หลายรัฐบาลที่ต้องอำลาก่อนอันควร เพราะปัจจัยน้ำมันแพง จะเป็นเพราะสถานการณ์ตลาดโลกที่ราคาสูงขึ้น หรือไม่ก็มาจากสาเหตุการเก็บภาษีน้ำมันเพิ่ม 

ในทางจิตวิทยา ทางการเมืองไม่ชอบแน่ หากราคาน้ำมันยืนเหนือ 17 บาทต่อลิตร เพราะอาจเจอแรงกดดันจากประชาชน แม้ว่า ในส่วนดีเซลที่ภาคธุรกิจประมงใช้กันอยู่นั้น คงอีกไกลราคากว่าจะเกิน 17 บาทต่อลิตร แต่น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางบริการกันอยู่ แม้จะเป็นคนส่วนน้อย แต่ที่ผ่านมา เมื่อเจอปัญหามักเสียงดัง และกดดันรัฐบาลได้ทุกครั้ง อย่างที่มีการพูดเล่นๆ กันมาตลอดว่าคนชั้นล่างเป็นคนตั้งรัฐบาล แต่คนชั้นกลางและคนชั้นสูงมักล้มรัฐบาลเสมอมา เมื่อเห็นภาพจุดนี้ จึงไม่แปลกที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยอมที่จะเลิกระบบกลไกด้านราคา

จริงอยู่ว่า นโยบายที่ออกมาดูจะได้รับการตอบรับในวงกว้าง ที่กล้าคิดนอกกรอบ เพราะไม่มีใครคาดคิด ว่า จะกล้าดำเนินการ เพราะหากเป็นรัฐบาลอื่น คงคิดเฉพาะอยู่ในกรอบ เช่น รณรงค์ประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานทดแทน หรือไม่ก็ถึงขั้นขึ้นภาษีสรรพสามิต เพื่อลดการใช้น้ำมัน ซึ่งหากดำเนินการตามในกรอบ ดังกล่าว ผลอาจยิ่งทำให้ประชาชนไม่ใช่จ่าย สิ่งที่กระทบมากจะส่งผลต่อตัวเลขเศรษฐกิจ เพราะ ณ ปัจจุบัน ตัวเลขที่โตระดับ 4-5% นั้นมาจากการอุปโภค-บริโภค เป็นสำคัญในภาวะที่ส่งออกยังมีความไม่แน่นอนสูง และถูกคู่แข่งอย่างจีนแย่งตลาดไปหมดแล้ว

ตัวเลขการแทรกแซงราคาไม่ให้ประชาชนรับภาระเกิน 16.99 บาทต่อลิตร ในส่วนเบนซินออกเทน 95 จึงมีนัยทางการเมืองอย่างชัดเจน และอาจจะเป็นอีกนโยบายที่นำเงินอนาคตมาใช้กับปัจจุบัน เฉกเช่นหลายนโยบายที่ออกมาก่อนหน้านี้ แม้ว่า จะเป็นระยะเวลาอันสั้น แทรกแซง 3-4 เดือนก็ตาม แต่ก็บ่งชี้แนวคิดได้ว่ามุมมองและการแก้ปัญหาของรัฐบาลคิดอย่างไร จริงอยู่ได้ผลในแง่จิตวิทยาผู้บริโภค เพราะมีเสียงตอบรับ เช่นเดียวกับกระแสตอบรับการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชน เห็นผลดีเฉพาะปัจจุบัน แต่ลืมไปว่าในอนาคต ตนเองต้องจ่าย

ในมติคณะรัฐมนตรีระบุชัดเจนเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดต่ำลง จนทำให้ราคาขายปลีกในประเทศไทยเริ่มลดต่ำลงกว่าราคาที่แทรกแซงไว้ นอกจากกองทุนซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่ในรุบนิติบุคคล หยุดการจ่ายเงินชดเชยแล้ว ในทางกลับกันจะเริ่มเก็บเงินกองทุน จนครบวงเงินส่วนที่ชดเชยไปก่อนหน้า เพื่อรวบรวมเงินส่งคืนรัฐบาล นำไปคืนต่อธนาคารออมสินอีกต่อหนึ่ง นั่นคือ ถึงตอนนั้นประชาชนแทนที่จะซื้อน้ำมันในราคาต่ำลงตามกลไกตลาด ต้องจ่ายในระดับราคาที่ 16.99 บาทต่อลิตรในกรณี เบนซินออกเทน 95 จนครบที่รัฐบาลชดเชยไป ถึงตอนนั้นอาจจะเริ่มบ่นออกมาให้เห็นบ้าง

อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า มาตรการการนำเงินอนาคตของประชาชนเอง เพื่อมาซื้อเวลาบรรเทาปัญหาปัจจุบัน นอกจากเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานมาตรการระยะสั้น แล้วผลเสียที่ตามมา ใหญ่หลวงบ่งชี้ไปถึงระยะยาว และความเสียหายยากแก้การคำนวณ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการบิดเบือนพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ผลที่ตามมาอาจจะก่อให้เกิดการบริโภคน้ำมันเกินตัว ก่อให้เกิดการนำเข้าเพิ่มขึ้นในแง่เศรษฐกิจไทย ส่งผลให้ฐานะขาดดุลการแย่ลง และนำไปสู่ค่าเงินบาทอ่อนตัว และที่สำคัญเมื่อมีดำเนินเป็นกรณีแรก ประชาชนย่อมจะเรียกร้องต่อไปในอีกหลายกรณี

 

กลับหน้าแรก