|
การสร้างเอเชียใหม่
-
วิสัยทัศน์สำหรับศตวรรษที่
21 (1)
มองมุมใหม่ : ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 เวลานี้ว่าที่ผู้นำยุคต่อไปของสิงคโปร์กำลังขะมักเขม้นในการวางแผนยุทธศาสตร์ให้กับสิงคโปร์ยุคใหม่ นายหลี่ เซียน หลุง รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการทบทวนเศรษฐกิจเตรียมแปรรูปกิจการของรัฐ ขายทิ้งบริษัทที่ไม่มีกำไร ปรับโครงสร้างภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาระบบประกันสังคมให้เข้มแข็ง ทีมบริหารประเทศสิงคโปร์ได้วางกลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกันเต็มที่ เพื่อเผชิญการท้าทายจากคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดียที่เศรษฐกิจกำลังพุ่งแรง สิงคโปร์ได้เตรียมการสำหรับแนวโน้มที่สังคมจะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุ โดยการให้ชาวสิงคโปร์ออมเงินเข้าสู่ระบบบำนาญมากขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ไปบรรยายร่วมกับท่านเลขาธิการบีโอไอและผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมเรื่อง Positioning ของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลกที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปแบบรวบรัดจากการสัมมนาวันนั้น คำตอบสำหรับความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจไทย คือ การลงทุนทางด้านทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการสร้างธรรมาภิบาล ผมได้รับหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของ World Economic Forum จากผู้จัดงานสัมมนา Recreating Asia - Visions for a new century เป็นหนังสือมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ผมจึงได้นำมาขยายความต่อเพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน ข้อเขียนของลีกวนยูใน Recreating Asia มองเอเชียด้วยความหวังอันสดใสและมั่นใจว่า ศตวรรษนี้ คือ ศตวรรษของเอเชีย เขายังเชื่อมั่นว่า จีนจะเป็นประเทศที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลกต่อไปอีกในทศวรรษหน้า เขาไม่ได้มองจีนว่าจะเป็นคู่แข่งต่อสิงคโปร์ ต่อญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน แต่มองว่า จีน คือ แหล่งที่อุตสาหกรรมของเอเชียย้ายฐานการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์จากปัจจัยการผลิตมากมายและราคาถูก จีนจะช่วยยกขีดความสามารถการแข่งขัน และเพิ่มกำไรให้กับบริษัทเอเชีย การเติบโตของจีน หมายถึง ตลาดที่ใหญ่ขึ้นของสินค้าจากเอเชีย จอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียก็มองออสเตรเลียในฐานะส่วนหนึ่งของเอเชียว่าสามารถเติบโตรุ่งเรืองไปพร้อมกับประเทศในภูมิภาค หนังสือ Recreating Asia แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ ส่วนแรก ว่าด้วย A new look at globalization for Asia ส่วนที่สอง ว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อความสำเร็จ เป็นความเห็นของนักธุรกิจแถวหน้าแห่งเอเชีย ส่วนที่สาม การจัดการกับความท้าทายทางการเมืองและธรรมาธิบาล ส่วนสุดท้าย ว่าด้วยการสำรวจความเชื่อมโยงของการค้าและธุรกิจ ส่วนแรกมีผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางเศรษฐกิจ นักวิชาการและนักหนังสือพิมพ์ชั้นนำหลายท่านของเอเชียได้เขียนและพูดเอาไว้ นายกฯ มหาธีร์แห่งมาเลเซียได้ตั้งข้อสังเกตของความท้าทายและผลกระทบต่อเอเชียจากโลกาภิวัตน์ว่า ควรจะต้องมีการปรับกระบวนทัศน์ของโลกาภิวัตน์กันซะใหม่ การประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการค้าของเอเชียนั้น มิได้เกิดจากการเปิดเสรีแบบขายส่งแบบยกโหล ผู้นำมาเลเซียบอกว่า ไม่ใช่ Wholesale Liberalization แต่เป็นการเลือกเปิดเสรีบางสาขาอย่างมียุทธศาสตร์ และยังคงเตือนด้วยจุดยืนอันหนักแน่นเช่นเดิมเกี่ยวกับการเปิดเสรีการเงินว่า ต้องให้ระมัดระวังเป็นพิเศษและต้องหาทางป้องกันกระบวนการไล่ล่านักเก็งกำไรข้ามชาติในตลาดการเงิน การจัดระเบียบระบบการเงินระหว่างประเทศต้องกระทำอย่างเร่งด่วน จริงของท่านครับ เพราะวิกฤตการณ์และความไร้เสถียรภาพทางการเงินในปี 2540 สามารถทำลายความมั่งคั่งและความรุ่งเรืองที่สะสมมาหลายทศวรรษให้ย่อยยับลงในพริบตา ขณะที่ IMF เอง ต้องทบทวนมาตรการที่ล้าสมัย ควรมีพัฒนาระบบธรรมาธิบาลของตัวเองและเปิดให้ประเทศสมาชิกกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้วย ที่สำคัญ ท่านมหาธีร์ ประกาศให้เอเชียลดการพึ่งพิงประเทศตะวันตก หันมาให้ความสำคัญกับเอเชียด้วยกันและตลาดภายในมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบาย Dual Track ของไทย ครับ ทั้งหมดนี้ ผมเห็นด้วยในหลักการครับ แต่ทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จต่างหาก เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การสร้างเอเชียใหม่ : วิสัยทัศน์สำหรับศตวรรษที่ 21 (2) มองมุมใหม่ - อนุสรณ์ ธรรมใจ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 เมื่อไม่นานมานี้ สิงคโปร์ ได้ประกาศเรียกประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับสูง ที่ประกอบไปด้วย ผู้บริหารยักษ์ใหญ่ของบริษัทข้ามชาติทั้งหลาย เพื่อระดมความคิดเห็นในการร่างแผนกลยุทธ์ อันมีเป้าหมายให้สิงคโปร์ ยังคงสถานะเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และรักษาสถานภาพประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีที่สุด สิงคโปร์มีทั้งแผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการก้าวสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ มีการเตรียมการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับผลิตภาพและคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีบีเอส แบงก์ ของสิงคโปร์อย่าง Philippe Paillart ได้ตั้งข้อสังเกตหลายประการ เกี่ยวกับระบบธนาคารเอเชียใหม่ ในบทความ Business No Longer Usual:The Transformation Imperative for Asia Banks จากหนังสือ Recreating Asia - Visions for a new century. เขา กล่าวว่า สิงคโปร์และฮ่องกงได้มีการปฏิรูประบบการเงินครั้งใหญ่ และยกระดับขึ้นสู่มาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ในช่วงหลังวิกฤติการณ์ทางการเงินปี 2540 ระบบธนาคารของสองประเทศ มีความโปร่งใสและระบบการบังคับคดีที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ผมเห็นว่า ก็เกิดขึ้นในประเทศเอเชียอื่นๆ เช่นเดียวกัน แต่ด้วยความคืบหน้าและความเข้มข้นที่ต่างกัน นอกจากนี้ ระบบธนาคารในเอเชีย ควรจะให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้า มากกว่าเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์อย่างเดียว หากไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้ดี ก็จะไม่สามารถแข่งขันกับสถาบันการเงินต่างชาติ ที่เริ่มกลับเข้ามาทำธุรกรรม อย่างคึกคักอีกครั้งหนึ่ง มีบุคคลระดับผู้นำทางธุรกิจของเอเชียหลายคนพูดถึงเขียนถึง บทบาทของไอทีและเทเลคอม ต่อเศรษฐกิจของเอเชีย และพัฒนาการของเอเชีย ได้อย่างน่าสนใจ อย่างเช่น มิสเตอร์ทาดาชิ โอกามูรา ประธานบริษัทโตชิบาของญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงบทบาทของไอทีในการนำเอเชียไปพบความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง เขาได้เรียกร้องให้ผลักดันในสิ่งต่อไปนี้ ประการแรก ต้องทำให้เกิด Internet-readiness สำหรับภาคธุรกิจ ประการที่สอง ต้องมีการสนับสนุนให้เกิด E-Government ในเอเชียตะวันออก ประการสุดท้าย ต้องทำให้ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในเอเชีย เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งหมด และทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Mobile connectivity นอกจากนี้ ก็มีผู้นำทางการเมือง และผู้นำธุรกิจของเอเชียก็ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่าด้วยธรรมาภิบาล และความโปร่งใสไว้อย่างแหลมคม อย่างประธาน ก.ล.ต. ของฟิลิปปินส์ Lilia R. Bautista แต่ผมคิดว่า การสร้างระบบธรรมาภิบาล และความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ เนื่องด้วยสังคมเอเชียนั้น เติบโตขึ้นมาภายใต้วัฒนธรรมเส้นสาย และสังคมแบบอุปถัมภ์ การเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลายาวนาน และมันต้องซึมลึกลงในระดับจิตสำนึก และวิถีปฏิบัติ เอเชียอาจรุ่งเรืองได้ในทศวรรษนี้ โ ดยมีธรรมาภิบาลแบบกระท่อนกระแท่น แต่ถ้าหวังจะรุ่งเรืองเป็นศตวรรษ คงต้องให้ความสำคัญต่อปัจจัยเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างธรรมาธิบาล และบรรษัทภิบาลมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบรรดาประเทศที่มีความอื้อฉาวเป็นประจำอย่าง จีน ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เราไม่พูดถึงกัมพูชา ลาว หรือเวียดนาม ที่ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานในเรื่องดังกล่าว ส่วนความเห็นเกี่ยวกับระบบการเงิน และตลาดทุนก็มีการเสนอความเห็นไว้หลากหลายแง่มุม ส่วนใหญ่จะตั้งความหวังไว้ในทางบวก ต่อระบบการเงินของเอเชีย Georges Ugeux ผู้บริหารของตลาดหุ้นนิวยอร์ก แสดงทัศนะไว้ในหนังสือ Recreating Asia ว่า อนาคตของตลาดทุนเอเชีย ควรจะพัฒนาสู่ Regional Equity Market ประธานโซนี่ คอร์เปอเรชั่น Mr. Nobuyuki Idei ได้พูดถึงประเด็นที่น่าสนใจ คือ ความรับผิดชอบร่วมกันของชาติในเอเชีย ในการสนับสนุนให้เกิดเสถียรภาพ และการเติบโตของภูมิภาค ภารกิจนี้ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นของทุกคนในภูมิภาค ที่ต้องช่วยเหลือและร่วมมือกัน ภาวะไร้พรมแดนทำให้ประเทศต่างๆ ต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกันมากขึ้น ไม่มีใครหลีกหนีผลกระทบได้ เห็นได้ชัดตอนช่วงเกิดวิกฤติการณ์ปี 2540 ปัญหาไร้เสถียรภาพ ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศใดประเทศหนึ่ง สามารถลุกลามไปยังประเทศอื่น ได้โดยไม่ยากเหมือนเชื้อไวรัส ในสภาวะแบบนี้ ไทยเราก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็ง ขณะเดียวกัน ก็ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจให้สามารถดูดซับเอาความรุ่งเรือง และการเติบโตของประเทศเอเชียอื่นๆ ให้เป็นประโยชน์กับประเทศของเราด้วย เรื่องนี้คงต้องช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไร คงปล่อยให้คนใดคนหนึ่งคิดเพียงคนเดียวไม่ได้ เดี๋ยวพาเข้ารกเข้าพงจะเดือดร้อนกันทั่วหน้า แล้วจะไปโทษใครได้ล่ะครับ
|
| กลับหน้าแรก |