หยิกเล็บเจ็บเนื้อ

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย นวพร เรืองสกุล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2       วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546      ปีที่ 26 ฉบับที่ 3452 (2652)

เหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว และ "ความเข้าใจผิด" เกิดเป็นปัญหาบานปลายใหญ่โต ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน และธุรกิจที่ต่อเนื่องอย่างมากมายนับได้เป็นพันล้าน ยังไม่นับความลำบาก ของประชาชนผู้บริโภค ในการที่สินค้าขาดแคลนในกัมพูชา และโอกาสทางการค้าของไทย ที่ต้องเสียไปในระหว่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขนส่งนักท่องเที่ยว กิจการร้านอาหาร โรงแรม และการค้าสินค้าต่างๆ ระหว่างกัน

ถ้าหากการวางท่าทีในเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่ดีพอ หรือใช้เวลาเนิ่นนานไปก็คือ ผลต่อโอกาสทางการค้า และธุรกิจของไทยในกัมพูชาจ ะมีต่อไปในอนาคตด้วย เราต้องไม่ลืมว่าในยุคที่มีการแข่งขันรุนแรงในการค้าขายกันระหว่างประเทศ ประเทศอื่นก็พร้อมที่จะเข้าไปเป็น "ประเทศที่สาม" ในฐานะคู่ค้าใหญ่รายใหม่ของกัมพูชา

การเสียโอกาสแบบนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่การกลัวเสียโอกาสจนไม่คิดจะทำในสิ่งที่พึงกระทำในด้านการทูต และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยืนยาว เพราะความกินใจยังมีอยู่

การแก้ปัญหาให้ดีและให้พอเหมาะพอควร เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำ และคนไทยเราเองก็ต้องรู้จักการพูดจา เสนอข่าว และให้ข่าวด้วยความรู้ถึงการควร และไม่ควรเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะพูดไปเรื่อยๆ จนทำให้ความสัมพันธ์ที่กำลังร้าวฉาน ยิ่งร้าวลึกไปเพราะยิ่งพูดมากยิ่งมากความ

ส่วนในระยะยาวหลังจากที่ความสัมพันธ์เริ่มกลับเป็นปกติแล้ว นักธุรกิจจะทำธุรกิจอย่างไรต่อไป เป็นเรื่องที่ต้องขบคิด และวางแผน ส่วนหนึ่งของการวางแผนไปข้างหน้าก็คือต้องหันมาทบ ทวนตนเองเสียก่อน

ความสัมพันธ์ที่ต้องทบทวน

ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนบ้านทางตะวันออก เป็นความสัมพันธ์ที่มีมาเนิ่นนาน และถ้าสังเกตก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นความสัมพันธ์ที่มีพื้นฐานแตกต่างไปจากความสัมพันธ์ที่มีต่อเพื่อนบ้านทางตะวันตก และทางใต้เป็นอย่างมาก แต่จะเป็นด้วยเหตุใดบ้างเป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก แต่ที่เราควรจะต้องมองคือในความสัมพันธ์แบบลุ่มๆ ดอนๆ นั้น เราจะปรับเปลี่ยนวิถีแห่งความสัมพันธ์นั้นได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้ความสัมพันธ์ในอนาคตราบรื่นขึ้น

บางประเด็นที่มองเห็นก็คือ

หนึ่ง ทัศนคติของไทยต่อลาว และกัมพูชา ค่อนไปในทางเห็นสองประเทศนี้ "ด้อย" กว่าเรา แม้ไม่ได้เอ่ยออกมา หรือแม้จะปฏิเสธว่าไม่จริง แต่ว่าทั้งเขาและเราที่ไวต่อความรู้สึกจะ "รู้สึก" ได้จากท่าทีและปฏิกิริยาของไทย เมื่อมีเหตุการณ์ระหว่างประเทศเกิดขึ้น รวมทั้งจากถ้อยคำ ที่ใช้ในการกล่าวถึงไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม (ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับชั้นละเอียดมาก ผู้ฟังสามารถสังเกตได้ถึงความรู้สึกนึกคิดลึกๆ ของผู้พูด แม้ว่าผู้พูดจะดูเหมือน "ไม่ได้ตั้งใจ" ก็ตาม) นี่ไม่ได้หมายถึงใครหรือกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ แต่ดูจะเป็นกันทั่วไป

สอง ประเทศทั้งสองเป็นประเทศเล็ก ที่ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ทั้งสองประเทศ ยังต้องพึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ และการสนับสนุนช่วยเหลือจากนานาชาติอยู่ การค้าและการลงทุน สำหรับประเทศที่ยังไม่เปิดเต็มที่ มีกำลังซื้อน้อย พลเมืองน้อย และกฎหมายต่างๆ ยังไม่เป็นระบบระเบียบ มักไม่เป็นที่สนใจของบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่ของโลก ในสภาพการณ์เช่นนี้นักลงทุนไทย จะมีโอกาสเป็นต่อ สิ่งนี้เป็นทั้งโอกาสและเป็นปัญหาในเวลาเดียวกัน โอกาสคือได้เข้าไปทำธุรกิจก่อนผู้อื่น ในฐานะเพื่อนบ้านผู้คุ้นเคย ปัญหาคือเมื่อมีธุรกิจไทยมากๆ เข้าก็เป็นจุดที่เห็นได้ชัด เกิดความรู้สึกกดดันในใจ ของประเทศนั้นๆ ได้ว่า เกิดความพึ่งพิงทางธุรกิจ หรือประเทศถูกครอบงำ

ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เราคนไทยเองก็รู้สึกกับชาติต่างๆ มาหลายชาติแล้ว ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่จะ "เขม่น" ชาติไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ายุคใดสมัยใด ชาติใดทำท่าว่าจะ "ใหญ่" เกินไปในเมืองไทย

ความรู้สึกกดดันและไม่พอใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้เสมอในกัมพูชา ไม่ว่าผู้ที่เข้าไปมีอิทธิพลจะเป็นไทย หรือเป็นเวียดนาม เพราะตลอดประวัติศาสตร์ของกัมพูชา แม้สมัยเพียงหลังสงครามโลกครั้งที่สองมานี้ไหวตัวอยู่ระหว่างสองเพื่อนบ้าน ที่ขนาบซ้ายขวาอยู่นี้เสมอ เอนไปข้างใด ข้างนั้นก็จะเข้ามา "ครอบงำ" เพราะอำนาจทางเศรษฐกิจ และกำลังคนที่เหนือกว่า เวียดนามก็เคย "ครอบงำ" มาในสมัยหนึ่ง ไทยเองก็เคยได้รับรู้ความไม่พอใจมาก่อนหน้านี้แล้ว ในสมัยแรกๆ ของเจ้านโรดม สีหนุ

อยู่ที่ว่าเราพลาดแล้วเราจำ และแก้ไขหรือไม่ หรือปล่อยให้เกิดเหตุซ้ำสอง

มองตนเอง

การจะแก้ไขได้ต้องมีความรู้ และความเข้าใจในปัญหาเสียก่อน ก่อนอื่นเราต้องมองเห็นก่อนว่าเรามี "อิทธิพล" ทั้งโดยตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจในประเทศเพื่อนบ้านมาก เหมือนๆ กับที่อเมริกันมีต่อโลก หรือคนจีนเคยมีต่อคนไทยในสมัยก่อน พ.ศ. 2500 (โดยประมาณ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการธุรกิจบางธุรกิจ และด้านวัฒนธรรมของไทยสมัยใหม่

สื่อต่างๆ เข้าไปมีอิทธิพลในลาว และกัมพูชาเป็นอย่างมากโดยไม่ได้วางแผน เพราะโทรทัศน์รับคลื่นของไทยได้ คนลาวคนกัมพูชาฟังข่าวเมืองไทย ดูละครไทย ฟังเพลงไทย ภาพยนตร์ไทยก็แพร่หลายมาก ภาษาไทยเป็นภาษาที่พลเมืองทั้งสองประเทศพอฟังออก เพราะพื้นฐานภาษาที่เชื่อมโยงกัน และคุณภาพของสื่อจากเมืองไทย ก็เป็นที่ยอมรับได้

แต่การไม่ได้วางแผน หรือไม่รู้ตัวว่าเรามีอิทธิพลเช่นนี้เป็นปัญหาได้เหมือนกัน

ประการต่อมา เราต้องรู้จักนิสัย (เสีย) ประจำชาติของเราให้ดี เรามักแสดงความยโส ดูถูกคนที่เราคิดว่าด้อยกว่า มักข่มคนที่คิดว่าข่มได้ และปฏิบัติตนอย่างไร้ความเกรงใจ ต่อบุคคลเหล่านั้น นิสัยนี้เป็นนิสัยที่ถ้าทิ้งไปเสียได้ จะเป็นคุณ มากกว่าเป็นโทษ ต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน (คงไม่ต้องบอกว่าในทางกลับกัน เราเป็นอย่างไรกับคนที่เราคิดว่าเขาเหนือกว่าเรา)

ลักษณะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการพูดคุยกันในเมืองไทยเท่านั้น คงไม่ลืมข้อแรกว่า ประเทศทั้งสองนั้น รับฟังวิทยุ และโทรทัศน์ของเราได้ และเข้าใจภาษาไทยด้วย และที่ปรากฏชัดยืนยันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในสายตาของประชาชน ในประเทศเพื่อนบ้านก็คือ กิริยาท่าทีของนักท่องเที่ยว และไกด์ของเราเอง ไกด์บางคน มักบรรยายความเกี่ยวกับเพื่อนบ้าน อย่าง "ไม่เกรงใจ" เสมือนหนึ่งว่าเขาเหล่านั้น ที่เป็นคนขับรถ และไกด์ท้องถิ่นฟังภาษาไทยไม่ออก นักท่องเที่ยวของเราก็มีบ่อยมาก ที่พูดจาเช่นนั้นเหมือนกัน รวมทั้งหยิบประเพณีวัฒนธรรมบางอย่าง และภาษาพูดบางคำ มาล้อเล่นเป็นเรื่องตลกขบขันแกมดูถูก ทั้งๆ ที่คำเหล่านั้นบางคำเป็นคำไทยแท้ๆ บางคำเจ้าของภาษาใช้ถูกต้องกว่าภาษาไทย เพราะเราลืมไปแล้ว หรือไม่เคยเรียนรู้กันว่า หลายคำในภาษาเขมรนั้น เราหยิบยืมเอามาใช้ และใช้ไปนานๆ เข้าศัพท์ที่เรายืมมาได้กลายไปเป็นอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งคนที่เห็นเป็นเรื่องน่าหัว น่าจะเป็นเจ้าของภาษาแต่เดิมมากกว่า

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจะเตือนกัน ให้ระมัดระวังเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ว่าต้องเปลี่ยนให้ลึก ไปถึงทัศนคติของพวกเราเอง ให้รู้จักเคารพเพื่อนบ้านในฐานะเพื่อนบ้าน ผู้มีความเท่าเทียมกันกับเรา แม้แต่คำว่าบ้านพี่เมืองน้องที่พูดด้วยน้ำใสใจจริงว่า เป็นพี่น้องกัน ก็อาจให้ความรู้สึกที่ไม่ชอบใจได้ ถ้ามีอะไรที่ชวนให้รู้สึกว่า จริงๆ แล้วเป็นเมืองลูกพี่ กับเมืองลูกน้อง หรือเป็น "ลูกพี่" กับ "ลูกน้อง" ในความหมายของนักเลง ไม่ใช่ความหมายของเครือญาติ

ปรับท่าทีของธุรกิจ

การปรับทัศนคติเป็นเรื่องทำยาก แต่ก็ต้องทำ และการกระทำต้องเริ่มที่หัวหน้าก่อน ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริหารประเทศ และผู้บริหารบริษัท รวมทั้งปรับแก้ที่การเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา ฯลฯ เพื่อให้เข้าใจ และรู้จักเคารพ ความแตกต่างของวัฒนธรรม โดยตัดการจัดชั้นว่าอะไรเด่น อะไรด้อยกว่าเราออกไปเสียจากใจก่อน

เราจะทำได้หรือไม่ จะต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเห็นผล

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีกิจกรรมหลายๆ อย่างในพระอุปถัมภ์ทั้งในลาวและกัมพูชา โดยไม่ได้สร้างความแปลกแยก ว่าใครดีใครด้อย คนในภาคเอกชนและราชการอื่นๆ จะทำได้หรือไม่

ในแง่ของธุรกิจคงต้องคำนึงถึงวิธีการปรับตัวให้มากขึ้น นักธุรกิจที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ก็ต้องคิดเผื่อว่าจะสร้างมนุษยสัมพันธ์ และประชาสัมพันธ์อย่างไรให้การทำธุรกิจราบรื่น ดังเช่นที่เป็นโจทย์ให้บริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่น หรือชาติตะวันตก เคยต้องขบคิดมาก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อให้อยู่ได้อย่างสมาน ฉันท์กับท้องถิ่น แทนที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก

วิธีการที่ทำมีตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ เช่น การร่วมทุน หรือการให้พนักงานในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกิจการอย่างเป็นระบบ รวมตลอดไปถึงการให้คนในท้องถิ่นได้เป็น presenter สินค้า ดังที่บริษัทข้ามชาติอื่นๆ เขาทำ ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น โทรทัศน์ แต่ใช้แนวเรื่องที่กำหนดจากสำนักงานใหญ่บ้าง ทำในท้องถิ่นบ้าง การให้ความสำคัญกับประเด็นละเอียดอ่อนต่างๆ อาจให้ผลในองค์รวมในทางบวกที่ยิ่งใหญ่ได้

ถ้าเราเพียงแต่หยุดคิดสักนิด และทบทวนสิ่งที่เราเคยชื่นชมเวลาคนที่เรานิยมชมชื่นเขากระทำต่อเรา เช่น เราชอบใจที่ฝรั่งพูด "สวัสดีครับ" ได้ เราเคยสวัสดีออกอากาศเป็นภาษาเพื่อนบ้านบ้างหรือไม่ ในรายการที่เป็นรายการยอดนิยม

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างสิ่งที่น่าทำสักสองสามอย่าง ขอยกเรื่องเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ เพราะบังเอิญว่า เมื่อไปกัมพูชาครั้งที่ผ่านมา มีเวลาดูโทรทัศน์ค่อนข้างมาก ได้เห็นทั้งรายการของไทย เมื่อมองจากสายตาของต่างประเทศ และได้คิดถึงเรื่องที่น่าทำเมื่อมองย้อนกลับมาเมืองไทย แล้วก็เกิดความรู้สึกว่าเรารู้เรื่องของเพื่อนบ้านน้อยมาก เทียบกับที่เพื่อนบ้านรู้จักเรา (ถ้าคิดว่าเพราะเราสำคัญกว่าน่ะซิ เลิกคิดได้แล้ว เพราะนี่กำลังหมายรวมไปถึงอีกหลายๆ ประเทศในอาเซียนด้วย) เขาอ่านหนังสือ พิมพ์ของเรา ติดตามข่าวสารบ้านเมืองของไทย หนังสือพิมพ์ของไทยคือกระจกส่องให้เพื่อนบ้านมองเมืองไทย มองในทางกลับกัน ไม่เคยเห็นใครสักคนรับหนังสือพิมพ์ที่อื่น

นี่คือบางสิ่งที่อยากเห็น

หนังสือพิมพ์ภาษาไทยมีหน้าข่าวเฉพาะของเพื่อนบ้านสักหน้าหนึ่งเป็นอย่างน้อย ไม่ต้องหยิบจากสำนักข่าวนานาชาติ เหมือนที่ชอบทำกัน (คือถ้าฝรั่งไม่สนใจ พี่ไทยก็ยังไม่เขียน เพราะหาบทความสำเร็จรูปไม่ได้) แต่ควรจะมีนักข่าวของตนเอง ประจำที่กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย เพื่อรายงานเรื่องเพื่อนบ้านเป็นประจำวัน และสุดท้าย เราน่าจะเป็นผู้นำทางการข่าวให้กับนานาชาติได้ (ถ้าเราตั้งใจ) โทรทัศน์ไทยมีรายการข่าวช่วงหนึ่ง ที่เก็บกันไว้เป็นข่าวเพื่อนบ้าน ให้นักข่าวรายงานตรงมาจากลาว และกัมพูชา ให้คนไทยได้รู้เรื่องเพื่อนบ้านมากขึ้นในทุกๆ ด้าน ยิ่งถ้าให้คนประเทศนั้นๆ เป็นผู้ทำข่าวได้น่าจะยิ่งดี

โทรทัศน์ไทยร่วมกับโทรทัศน์เพื่อนบ้านทำรายการภาคที่เป็นข่าวสารหรือบันเทิงเป็นภาษาเพื่อนบ้าน เทคโนโลยีของเราอาจจะทุ่นค่าใช้จ่ายในการทำรายการได้มาก และได้รายการที่หลากหลายมากขึ้น เป็นการให้ความช่วยเหลือแบบร่วมมือกัน

ค่ายเพลงคิดจะขยายกิจการไปประเทศเพื่อนบ้านบ้างไหม จะได้มีนักร้องในสังกัดที่เป็นนักร้องจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ต้องมาดังในเมืองไทยก็ได้ ใครเป็นคนชาติใดก็ดังในประเทศตน และเมื่อมีรายการคอนเสิร์ตในเมืองเขา มีนักร้องของเขาร่วมวงด้วย ไม่ใช่ว่าเขาต้องดูแต่รายการโชว์ของนักร้องคนไทยล้วนๆ

เคยเห็นภาพยนตร์และละครที่เล่นเกี่ยวกับ กัมพูชา ลาว และพม่า เคยดึงพระเอก นางเอก หรือตัวประกอบเด่นๆ ที่เป็นคนเชื้อชาติหรือสัญชาตินั้นๆ มาร่วมแสดงด้วยหรือไม่ ดังเช่นที่ฝรั่งมาเมืองไทย เอาดาราไทยไปเล่นเรายังตื่นเต้นถือว่าเป็นเรื่องเด่นเรื่องดี ใครได้ไปเล่นหนังข้ามประเทศน่าจะเป็นเรื่องดีทั้งนั้น เราไม่น่าจะต้องรอให้เป็นฝ่ายถูกเลือกและคิดว่าได้รับเกียรติ เราสามารถเป็นฝ่ายรุกได้เช่นกัน

เวลานี้มีนักร้อง นักแสดง และนางแบบของไทยไปดังในประเทศต่างๆ รอบๆ บ้านเราหลายคน คงจะเป็นการดีถ้าหากว่าจะมีการสื่อสารสองทางเกิดขึ้นและมากขึ้น เพราะนั่นเท่ากับว่าเรากำลังเริ่มคุยกันแล้วในหลายๆ ระดับ

ความเข้าใจกัน ความยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน และการมองความแตกต่างว่าเป็นความหลากหลายที่น่าสนใจ ควรจะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้น และสร้างสัมพันธ์ที่ยืนยาวได้ดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

 

กลับหน้าแรก