สัมมนาโต๊ะกลม : ภาษีสรรพสามิต แก้ปมแปรสัญญาโทรคมนาคม ได้ (เบ็ดเสร็จ) หรือไม่?

มติชนทูเดย์  มติชนรายวัน  วันที่ 08 กุมภาพันธ์ 2546      ปีที่ 26 ฉบับที่ 9101

ก้าวแรกแปรสัญญาโทรคมนาคมปัญหายุบยับ เอกชนมึนเส้นตายเก็บภาษีโทรคมนาคม 15 ก.พ.นี้ แต่แนวปฏิบัติไม่ชัดสักเรื่อง นักวิชาการตอกแค่เปลี่ยนวิธีแบ่งรายได้ไม่ช่วยอะไร แนะรัฐแสดงความกล้าหาญลงมาเล่นเอง"เลิกสัญญาสัมปทาน"

หลังจากคณะรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมติอนุมัติพระราชกำหนดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม จากส่วนแบ่งรายได้ที่คู่สัญญาร่วมการงานภาคเอกชนจะต้องส่งให้ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) และ การสื่อสารแห่งประเทศไทย(กสท.) ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขว้างว่าการออกพระราชกำหนดขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น

อีกด้านหนึ่งการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่ง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที หมายจะให้เป็นก้าวแรกในการนำไปสู่แปรสัญญากิจการโทรคมนาคม ปรากฏว่ามีปัญหาตามมามากมายเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการจัดเก็บทั้งในฝ่ายของกรมสรรพสามิตและเอกชนคู่สัญญา ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวได้ ขณะที่ผลของกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการจัดเก็บเริ่มต้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ น.ส.พ. "ประชาชาติธุรกิจ" จึงได้จัดสัมมนาโต๊ะกลม เพื่อหาความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศ

และการสื่อสาร หรือไอซีที

สิ่งที่เข้ามาดำเนินการในเรื่องกิจการโทรคมนาคม เป็นการต้องการความชัดเจนในเรื่องแรก คือ การแบ่งบทบาทในฐานะผู้กำกับดูแลและการเป็นผู้ประกอบการของบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย(กสท.)ออกจากกัน ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.องค์การจัดคลื่นความถี่ออกมาบังคับใช้แล้ว แต่ทั้งสองหน่วยงานยังทำหน้าที่ผู้กำกับดูแลอยู่ ซึ่งในอนาคตต้องมีการถ่ายโอนอำนาจนี้ออกไปยังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทช.)อย่างแน่นอน แต่ในระหว่างที่ยังต้องรอ กทช.อยู่ ดังนั้นอำนาจการกำกับดูแลของทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดไอซีที ผมจึงมีแนวคิดว่า หากเป็นเรื่องที่ประโยชน์ต่อประเทศและอยู่ในอำนาจกระทำได้ คงไม่สามารถนั่งอยู่เฉยและรอเวลาไปเรื่อยๆ

ดังนั้นเรื่องแรกที่คิดว่าจะทำได้คือ การแบ่งผลประโยชน์ของทั้ง 2 หน่วยงาน เพราะเราต้องมาดูว่าทั้งสองหน่วยงานมีรายได้เกินกว่าฐานะการกำกับดูแลหรือไม่ ถ้ามีต้องแยกออกมาให้ชัดเจน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการแยกส่วนแบ่งรายได้ที่ได้รับจากจากคู่สัญญาภาคเอกชนมาเป็นรูปของภาษีสรรพสามิต

เมื่อถามว่าทำไมต้องเป็นภาษีสรรพสามิต ทำไมไม่โอนเข้ากระทรวงการคลังโดยตรง ด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา ผมก็เห็นว่าซึ่งการออกพระราชกฤษฎีกาจะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารโดยตรง ดังนั้นข้อกริ่งเกรงที่ว่าการจะเพิ่มหรือลดผลประโยชน์ที่คู่สัญญาร่วมการงานจ่ายให้จะทำได้ง่าย แต่ถ้าเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชบัญญัติ ต้องไปขอความเห็นชอบจากรัฐสภาจะทำให้การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารทำได้ยากกว่า

ขณะที่ภาษีสรรพสามิต โดยปรัชญาน่าจะเป็นการเก็บภาษีจากสิ่งที่ทำลายสุขภาพหรือทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจุบันหลักการในเรื่องของภาษีได้เปลี่ยนไปแล้วเพราะหลายภาษีตัวในอนาคตจะลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เช่นภาษีศุลกากร จากการเปิดเสรีการค้าต่างๆ ส่วนที่จะมีบทบาทคือภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีรายได้ และภาษีสรรพสามิต เพราะหลักการที่จะให้รัฐจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาประโยชน์ต่างๆ ในลักษณะเฉพาะเจาะจงบางชนิดก็สามารถนำภาษีสรรพสามิตมาใช้ได้

ส่วนเรื่องต่อไปที่กระทรวงไอซีทีจะต้องเริ่มทำคือ การคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ซึ่งได้เรียกเอกชนมาคุยกันเพื่อเปิดเผยข้อมูลในกิจการโทรคมนาคมมาแสดงสำหรับในการกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายเพื่อความสะดวกแก่ กทช.ในการคิดคำนวณดังกล่าว แต่ระหว่างนี้เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ง่ายที่จะสรุป แต่หากเป็นรูปร่างแล้วก็จะเป็นแนวทางให้ กทช.มาตัดสินใจได้

อธึก อัศวานันท์

รองประธานกรรมการ

บริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น

ผมอยากจะใช้คำว่าการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคมแทนการคำว่าแปรสัญญา เพราะถือว่าเป็นทำให้ดีขึ้น และการเริ่มด้วยภาษีสรรพสามิตถือเป็นก้าวแรกและถูกต้องที่สุด เพราะเป็นการแยกเงินรายได้ออกมา ว่ามันมี 2 ส่วนจริงๆ คือ ส่วนที่หนึ่งในเรื่องการกำกับดูแล และอีกส่วนเป็นการประกอบการ

หลังจากนี้ยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องทำคือ ส่วนที่เหลือจากการจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิตแล้วจะต้องจ่ายคืนไปยัง ทศท และ กสท. ว่าจะต้องจ่ายอย่างไร ซึ่งก็มีหลายทฤษฎี พูดกันมาหลายครั้ง บางคนบอกว่าให้จ่ายเงินรวดเดียวจบ ซึ่งได้มีการวิเคราะห์กันแล้วว่าเป็นไปไม่ได้

หลายคนก็บอกว่าให้เป็นหุ้น แต่ก็มีข้อแย้งว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ทศท และ กสท.จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในผู้ประกอบการเอกชนไป แต่เรื่องนี้ก็มีทางแก้คือให้เข้ามาถือหุ้นในลักษณะ ไฟแนนเชี่ยล อินเวสต์เมนต์ คือถือหุ้นและรับเงินปันผลอย่างเดียว ไม่มายุ่งกับฝ่ายบริหาร ไม่เป็นกรรมการเพราะถือเป็นคู่แข่งกัน

อีกส่วนหนึ่ง คือส่วนที่ต้องจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิต ก็ยังมีคำถามต่อไปว่า เมื่อเกิด กทช.แล้ว ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องจ่ายภาษีเท่ากันหรือเปล่า ยังเป็นคำถามอยู่ ซึ่งได้รับคำตอบจาก รมว.ไอซีทีว่า

ขณะเดียวกันเรื่อง Inter Connection Regime ถือเป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องมีการเจรจากัน หรืออธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือ เมื่อผมเป็นผู้ให้บริการ แล้วลูกค้าของผมโทรศัพท์ไปหาอีกโครงข่ายหนึ่ง ผมต้องจ่ายค่าเชื่อมโครงข่ายให้ผู้ให้บริการอีกรายตามอัตราที่ตกลงกัน และเมื่อลูกค้าของเขาโทร.ข้ามาในโครงข่ายผม ก็ต้องมาจ่ายให้ผมเช่นกัน จากนั้นเอาสองส่วนมาหักลบกันเหลือส่วนต่างจึงจ่ายให้กับฝ่ายที่ถูกโทร.เข้ามากกว่า เงินดังกล่าวก็เพื่อนำเอาไปปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของตัวเอง แต่ปัจจุบันไม่มีระบบนี้อยู่ทำให้บางรายไม่มีทุนขยายคุณภาพการบริการได้เพียงพอ

ความจริงเรื่องค่าเชื่อมโครงข่ายนี้ หากทุกฝ่ายตกลงกันได้สามารถใช้ได้เลยคือ การแก้ไขสัญญาในเรื่องค่าเชื่อมโยงโครงข่ายกับ ทศท มาเป็นสัญญาระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน และอาจมีข้อกำหนดไว้ด้วยก็ได้ว่า ถ้า กทช.สั่งเปลี่ยนแปลงหรือให้ยกเลิก ก็ให้เลิกใช้ไปเลยได้ ถือว่าเป็นการใช้ไปพลางก่อน เพราะเป็นเรื่องเกิดขึ้นโดยสัญญาไม่จำเป็นต้องรอผลทางกฎหมาย

ย้อนกลับมาการจ่ายภาษีสรรพสามิต มีคนถามว่าจะมีการเสียภาษีอย่างไร ผมก็ตอบไปตรงๆ แต่ว่าขณะนี้ยังไม่ค่อยแน่ใจ โดยเฉพาะค่ายที่มีการทำสัญญาร่วมการงานกับ กสท. ซึ่งมีดีแทค กับทีเอ ออเร้นจ์ ค่อนข้างซับซ้อน เพราะเดิมมีผู้เกี่ยวข้องกัน 3 ฝ่าย อย่างกรณีทีเอ ออเร้นจ์ เป็นคู่สัญญาร่วมการงานกับ กสท. ขณะเดียวกันต้องจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายให้กับ ทศท 200 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน ที่ผ่านมามีรายได้เท่าไรก็หักให้ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายให้ ทศท ก่อน ที่เหลือแบ่งรายได้ให้ กสท. 20%

แต่เมื่อมีการนำระบบภาษีสรรพสามิตมาใช้ มีส่วนที่ 4 เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วเค้กก้อนนี้จะแบ่งกันยังไง มีการเสนอว่า เมื่อมีรายได้เข้ามาก็ให้ทีเอฯหักค่าเชื่อมโยงโครงข่ายออกไปก่อน เหลือเท่าไรแล้วเอามาคำนวณภาษี 10% จากนั้นเอามาแบ่งให้ กสท. 20% เมื่อเป็นอย่างนี้เท่ากับ ทศท ได้ผลประโยชน์เท่าเดิม กรมสรรพสามิตได้ภาษีไป ส่วนทีเอ ออเร้นจ์ ยังไงต้องได้รับผลประโยชน์เท่าเดิม แต่ กสท.จะเหลืออยู่นิดเดียว เพราะถูกหักไปตามทางแล้ว ปัญหาคือ กสท.จะยอมหรือเปล่า นอกจากนั้นยังมีวิธีคิดอื่นๆ อีกแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ลงตัวว่าจะใช้ฐานอะไรในการจัดเก็บ

และปัญหามีอยู่ว่าผมต้องจ่ายภาษีในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งทางกรมสรรพสามิตก็ยังงงว่าจะเอาอย่างไร จึงเสนอว่า เอาตัวเลขทั้งหมดที่ต้องแบ่งให้ฝ่ายรัฐส่งให้กระทรวงไอซีทีไปเลย แล้วให้กระทรวงไปแบ่งสรรกันเอง แต่กรมสรรพสามิตก็บอกว่าไม่ได้อยู่ใต้กระทรวงไอซีที ขอให้ตัดเอาภาษีมาให้ก่อนแล้วกัน ผมก็ไม่รู่ว่าจะว่ายังไง เพราะว่าไปแล้วก็ถูกเหมือนกัน

"ทางกรมก็บอกว่าให้จ่ายมาก่อน ทางผมก็บอกว่าถ้าจ่ายแล้วเกิดภายหลังเป็นการจ่ายผิดจะทำยังไง ท่านก็บอกว่า ก็ไม่เป็นไร แค่จ่ายเบี้ยปรับเงินเพิ่มเท่านั้น"

สุดท้ายเราก็ต้องขอให้ทั่นรัฐมนตรีมาเป็นคนไกล่เกลี่ยเรื่องการแบ่งทรัพย์สมบัติอันนี้

น.พ.สุรพงษ์ : ในเรื่องวิธีปฏิบัติการจ่ายภาษี ทาง ทศท จะมีการหารือให้ได้ข้อสรุปทั้งวิธีปฏิบัติและในแง่สัญญาให้ชัดเจน และผมได้ให้นโยบายไปว่าทุกอย่างจะต้องแล้วเสร็จก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ และผมได้คุยกับอธิบดีกรมสรรพสามิตหลายครั้งแล้ว แต่เข้าใจว่าในแง่ผู้ปฏิบัติอาจยังไม่เข้าใจเรื่องความซับซ้อนของกิจการโทรคมนาคม คงต้องให้เวลาเวลาศึกษาอีกซักพัก

ประเด็นที่ว่าในอนาคตภาษีสรรพสามิตจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมยืนยันเป็นแนวคิดคือว่าภาษีดังกล่าวเป็นเรื่องเหมือนกับค่าธรรมเนียม หรือเป็นค่าอนุญาตให้กับผู้กำกับดูแล ในขณะนี้คือ ทศท และ กสท. แต่ในอนาคตจะต้องเป็นของ กทช. ดังนั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต้องเป็นดุลพินิจของ กทช. ว่าอัตราต่างๆ เมื่อแจกแจงออกมาแล้วจะเป็นอัตราเดิม เพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างไร

สำหรับกรณีผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดเคยเสนอว่า ควรจะต้องมีช่วงปลอดภาษี แต่ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องของ กทช.ต้องพิจารณาอีกเช่นกัน เพราะ ม.19 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมระบุว่า กทช. มีอำนาจกำหนดมาตรการใดๆ เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีโอกาสประกอบกิจการโทรคมนาคมแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสมอภาคและเป็นธรรม ก็จะเหมือนกับบีโอไอ.(คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ที่ยกเว้นภาษีให้กับผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

อธึก : เรื่องต่อไปยิ่งจะน่าสนุกใหญ่ เพราะกรมสรรพสามิตกำหนดให้เราต้องระบุรายการต้นทุนต่อหน่วยว่าเป็นเท่าไร ปัญหาก็คือผู้ให้บริการจะมีแคมเปญออกมามากมาย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเรื่องแคมเปญผู้ที่ใช้มากราคาต่อนาทียิ่งจ่ายน้อยลง ดังนั้นตอนที่ออกแคมเปญเราไม่มีทางรู้เลยว่า ลูกค้าของเราคนนั้นจะใช้เท่าไร เพราะฉะนั้นจะคำนวณต้นทุนต่อหน่วยได้อย่างไร พอชี้แจงกรมสรรพสามิต ท่านก็บอกว่าตรงนี้คำนวณยาก ความจริงไม่ใช่ยากแต่คำนวณไม่ได้เลย ตรงนี้ก็ต้องขอให้เขาไปออกแบบใหม่

อนุภาพ ถิรลาภ

ผู้อำนวยการสถาบันการบริหาร

และการจัดการโทรคมนาคมไทย

เห็นด้วยกับของรัฐมนตรีไอซีที ที่พยายามทำ 2 อย่าง คือ เข้ามาแก้ปัญหาสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม เพราะสัญญานี้เกิดจากการบิดเบือนโครงสร้างของรัฐบาลในอดีต และการจัดทำข้อมูลพื้นฐานโดยไม่ต้องรอ กทช. แต่ประเด็นสำคัญต้องเปิดให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินด้วย

แต่ผมไม่เห็นกับการนำภาษีสรรพสามิตมาใช้ และบอกว่าเป็นการแยกบทบาทผู้กำกับ และผู้ให้บริการของ ทศท และ กสท. เพราะไม่เห็นว่ามีส่วนไหนที่สามารถแยกหน้าที่ดังกล่าวได้ นอกจากเป็นเพียงลดส่วนแบ่งรายได้ของทั้งสองหน่วยงาน เพราะบทบาทด้านการกำกับทั้ง ทศท และ กสท. ก็ยังมีเหมือนเดิม ภาษีสรรพสามิตไม่ได้เข้าไปแตะต้องตัวสัญญา ไม่ได้แตะต้องเงื่อนไขการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในสัญญาแต่อย่างใด

อันหนึ่งที่รัฐมนตรีพูดถูก คือจะแก้ไขปัญหาสัมปทานที่เป็นปัญหาในอดีต ซึ่งผมคิดว่าหากจะแก้ปัญหาต้องยกเลิกสัญญากันไป และรัฐต้องมีความกล้าหาญในการเลิกสัญญาสัมปทาน และหากจะทำต้องลืมตัวปัญหาสำคัญอย่างน้อย 3 อย่าง คือต้องลืมเรื่องของผลประโยชน์ที่เขียนไว้ในสัญญาสัมปทานเดิม เพราะหากคิดเอาตัวผลประโยชน์ขึ้นมาเป็นหลักไม่มีการแก้ไขปัญหาได้

ต้องลืมแนวคิดเรื่องคู่เจรจาที่ต้องเป็นฝ่ายเอกชน และ ทศท หรือ กสท. เพราะคนหนึ่งเป็นผู้ให้อนุญาต และอีกฝ่ายเป็นผู้ขออนุญาต ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้จ่ายผลประโยชน์ อีกฝ่ายเป็นผู้รับผลประโยชน์ แล้วมาแข่งขันในตลาดเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเคยได้อยู่แล้วในสัญญาเรื่องอะไรจะยอมเลิกสัญญา ดังนั้นมันมีความขัดแย้งกันเองในสัญญา ไม่มีทางคุยกันจบ สิ่งที่รัฐบาลเข้ามาเป็นแกนกลางผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยรัฐบาลต้องเจรจากับหน่วยงานของรัฐ ขณะเดียวกันก็ต้องเจรจากับเอกชนด้วย

ต้องลืมการแทรกแซงของรัฐ สัญญาสัมปทานโทรคมนาคมนั้นเกิดจากการแทรกแซงของรัฐ แต่การจะเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย แต่ให้เข้ามาโดยอาจจะอาศัยในรูปองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเข้ามาดำเนินการ ดังนั้นรัฐคงจำเป็นต้องมีบทบาทต่อไปตราบใดที่สัญญาสัมปทานไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อการแข่งขันที่แท้จริงทั้งในปัจจุบันและในอนาคต แม้จะมี กทช. ก็ยังไม่สามารถแก้สัญญาได้ตราบใดที่รัฐไม่ได้เริ่มเข้ามาก่อน และจนเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้วรัฐจึงยุติบทบาทหน้าที่อย่างสิ้นเชิง

เมื่อทุกฝ่ายเป็นอิสระต่อกัน หมดเงื่อนการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม หมดเงื่อนการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ อย่างไรก็ตาม การจะเลิกสัญญากันต้องมีเงื่อนไขอยู่ 2 ประการ คือ รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่หน่วยงานของรัฐ และรัฐควรได้รับการชดเชยจากเอกชนคู่สัญญาสัมปทาน แต่การที่จะจ่ายอย่างไรไม่สาระสำคัญ

ประเด็นสำคัญ รัฐต้องบอกให้ชัดเจนว่าการเลิกสัญญาสัมปทานแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชน หรือประชาชนจะได้อะไร

น.พ.สุรพงษ์ : ในขั้นตอนการดำเนินงานจะต้องค่อยเป็นไปทีละขั้น การที่คุณอนุภาพบอกว่าภาษีสรรพสามิตไม่ได้แยกบทบาทของ ทศท และ กสท.จริงนั้น ว่าจะต้องทำเป็นขั้นตอนต่อไปที่หลังจากมีการแยกรายได้เป็นสัดส่วนแล้ว และทางรัฐบาลก็จำเป็นต้องขอความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อกำหนดแนวทางในการเดินหน้า เพราะขนาดทำขั้นแรกยังโดนคัดค้านมากมาย เนื่องจากความไม่เข้าใจของทุกฝ่าย เนื่องจากมีความซับซ้อนมากมาย และก็ตั้งรัฐบาลเป็นจำเลย ทั้งที่รัฐไม่ต้องการให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ส่วนจะข้ามไปถึงเรื่องการเลิกสัญญาสัมปทานคงเป็นสิ่งที่จะต้องมีการคุยกันต่อไป

 

กลับหน้าแรก