แนวคิดเศรษฐกิจใหม่ "ดร.โอฬาร" "Diamond-5 Policy Paradigm"

สัมภาษณ์พิเศษ  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 กุมภาพันธ์ 2546      ปีที่ 26 ฉบับที่ 3451 (2651)

ในช่วงที่ผ่านมา หากพูดถึงการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว สถาบันที่ค่อนข้างแอ็กเกรสซีฟกว่าคนอื่นๆ ดูเหมือนจะเป็นสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง แต่ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สถาบันวิจัยฯ กล่าวว่า การคาดการณ์ของสถาบันวิจัยจะค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ขณะที่ตัวเลขที่ออกมาจะใกล้เคียงกับที่รัฐบาลประกาศ ซึ่ง ดร.โอฬารให้เหตุผลว่า เนื่องจากตัวเองเป็นคนที่ไม่ชอบพูดแผ่นเสียงตกร่อง ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ไม่ใช่คิดเก่าทำเก่า เพราะปัจจุบันโครงสร้างการค้าโลกและผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว นักวิเคราะห์และผู้คาดการณ์เศรษฐกิจจะต้องตามให้ทัน จึงทำให้การคาดการณ์เศรษฐกิจใกล้เคียงกับตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้น เมื่อทีม Thinking ของรัฐบาลกับทีมคาดการณ์เศรษฐกิจประสานแนวคิดที่ไปในทิศทางเดียวกัน เห็นภาพเดียวกันว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ และจะเดินไปในทิศทางไหน และจะใส่เงินลงระบบในส่วนไหนอย่างไรและเท่าไร ทำให้การประกาศตัวเลขอัตราการเติบโตของรัฐบาลกับสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังออกมาใกล้เคียงกันมาก

"ที่ถูกเรียกว่าเป็นโหรเศรษฐกิจไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะผมไม่ใช่หมอดู ผมเป็นนักวิทยา ศาสตร์ที่คาดคะเนอย่างมีเงื่อนไข" ดร.โอฬารกล่าว (อ่านรายละเอียดน.19)

เศรษฐกิจแนวใหม่ "เพชร 5 แฉก"

อย่างไรก็ตาม ต่อเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจ ดร. โอฬารให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในขณะนี้นักวิเคราะห์ยังมีแนวคิดเก่าอยู่ในหัว ต่างคิดว่าถ้าหัวรถจักรซึ่งเป็นกลุ่ม G-3 ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ไม่วิ่งแล้ว ประเทศที่เหลือก็วิ่งไม่ได้ คือถ้าหัวรถจักรไม่เดิน โบกี้ก็ไม่วิ่ง

"หรือที่เรียกว่าเป็นทฤษฎีห่านบินตามแนวคิดแบบตะวันออก หรือทฤษฎีตะวันตกก็เรียกว่า "locomotive-wagon paradigm" ซึ่งในอดีตมี 3 หัวรถจักรเป็นผู้นำ ที่เหลือเป็นผู้ตามหมด นี่คือแนวคิดเก่า paradigm เก่า แต่ตอนนี้จีนอาจจะไม่ตามแล้ว"

ในโลกตอนนี้มี 5 บล็อก มี G-3 คือของเก่ามีเอเชียตะวันออก 9 ประเทศ หรือ EA9 เป็นบล็อกที่ 4 และประเทศที่เหลือเป็นบล็อกที่ 5 สถาน การณ์ตอนนี้ไม่มีใครตามไม่มีใครนำตลอดกาล การที่ใครจะเป็นผู้ตามหรือใครจะเป็นนำได้อยู่ที่นโยบายของประเทศนั้นๆ หรือในกลุ่มนั้นๆ

เพราะฉะนั้นสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังได้พัฒนาแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาค โดยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ภายในเอเชียตะวันออกกับการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศของสินค้าในกลุ่มประ เทศหลัก 5 กลุ่ม ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพ ยุโรป ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศ เอเชียตะวันออก -9 (ซึ่งรวมทั้งประเทศไทย) และประเทศอื่นๆ ในโลก โดยแบบจำลองนี้ได้นำมาพิจารณาพร้อมๆ กันกับแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ของไทยที่ถูกพัฒนาโดยสถาบัน

ระบบแนวคิดใหม่นี้อาจเรียกว่า "Diamond-5 Policy Paradigm" ซึ่งเป็นการประสานเชื่อมโยงกลับไปกลับมาของ 5 กลุ่มเศรษฐกิจ ที่มีความสำคัญพอๆ กัน และเป็นแนวความคิดที่ขัดแย้งการเชื่อมโยงในทางเดียวของทฤษฎีหัวจักรและตู้โดยสารซึ่งคงจะค่อยๆ ล้าสมัยลง ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในโลก

"คอนเซ็ปต์ของเพชร 5 เหลี่ยม คือ อเมริกา ยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออก และที่เหลือทั้งหมด ปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ไม่มีใครตามไม่มีใครนำ ไขว้กันได้ เพราะการที่ใครจะนำใครจะตามส่วนหนึ่งมาจากพลังของประเทศนั้นและอีกส่วนหนึ่งมากจากนโยบาย เพราะอนาคตไม่เหมือนอดีตแล้ว แต่เรามักจะไม่รู้อนาคต เราจึงกลับไปพูดเสมือนว่าเราอยู่อดีตและเราจะสู้กับอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเราจะไปสู้อย่างไร เพราะนั่นไม่ใช่โจทย์ที่แท้จริงแล้ว โจทย์ที่แท้จริงคือปัจจุบันและอนาคต หากเราไม่แน่ใจว่าปัจจุบันเราเป็นอย่างไร เราก็ตั้งโจทย์ผิด ถ้าเรารู้พลังของเราตอนนี้เป็นอย่างไร เราก็ตั้งโจทย์ตรงประเด็นขึ้นใน ปัจจุบัน"

โลกของประเทศไทย

ในบริบทคิดใหม่ทำใหม่

สำหรับประเทศไทยเราก็ต้องดูว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และ "โลก" ที่เราพูดถึงคือโลกที่ค้าขายหรือเป็นคู่ค้ากับไทย มีใครและสัดส่วนเป็นอย่างไร เราต้องเข้าใจโครงสร้างว่า "โลก" ของเรา ขณะเดียวกันโลกในนิยามของคนอื่นๆ ที่เหมือนกันทุกประเทศก็คือ G-3 แต่พอเลย 3 ประเทศหลักเหล่านี้แล้ว คำว่าโลกของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไปตามคู่ค้าที่สำคัญของประเทศนั้น

คำว่าโลกในบริบทของประเทศไทย คู่ค้าขายกับไทยที่รองลงจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ได้แก่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ ประเทศในอาเซียน 4 ประเทศหลักได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเอเชียตะวันออก 4 ประเทศได้แก่ จีน เกาหลีไต้ ไต้หวัน และฮ่องกง ส่วนประเทศในอาเซียนอื่นๆ เนื่องจากข้อมูลไม่สมบูรณ์ เราจึงไม่เอามาวิเคราะห์ เพราะฉะนั้นคู่ค้าสำคัญคือเอเชียตะวันออก 8 ประเทศนี้ที่เรียกว่า EA8 มีการค้าขายกับไทยประมาณ 36% มากกว่า 3 ประเทศหลักๆ

"ไทยมีการค้ากับญี่ปุ่น 14-15%, สหรัฐอเมริ กา 20%, ยุโรปตะวันตก 14-15%, อาเซียน 21% ส่วนเอเชียตะวันออก 15% เพราะฉะนั้นเราค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านเราและเอเชียตะวันออกรวมแล้ว 36% ดังนั้นทำไมเราจะต้องพูดถึงหัวรถจักร 3 หัว นั่นคือ paradigm เก่า แนวคิดกรอบความคิดเก่า คิดเก่าทำเก่า กับแนวใหม่มันไม่สอดคล้องกันแล้ว เพราะฉะนั้นแนวคิดใหม่จะต้องเอา EA8 เป็นคู่ค้าที่สำคัญ"

ดร.โอฬารพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ในปัจจุบันความร่วมมือทางการค้า การลงทุน การเงินของประเทศใน EA8 และถ้ารวมไทยเข้าไปด้วยก็ EA9 ได้รวมกลุ่มกันแบบไม่เป็นทางการผ่าน Asian Cooperation Dialogue : ACD, Asian+3 และตอนนี้กลุ่มนี้ EA9 ได้รวมกลุ่มกันร่วมมือกันทำหลายอย่าง และดำเนินการเป็นแอ็กชั่นแพลนแล้ว เช่น 13 ประเทศร่วมแลกเปลี่ยนให้กู้ยืมระยะสั้นแก่กันยามขัดสน โดยกู้ยืมจากแบงก์ชาติ 13 แบงก์ ซึ่งได้เซ็นสัญญาไปบ้างแล้ว และไทยก็เซ็นไปกับ 12 ประเทศแล้ว ส่วนจีนกับญี่ปุ่นและเกาหลีก็เซ็นกันเองแล้ว ขณะที่เอเชียนบอนด์ก็เป็นความพยายามที่จะร่วมมือในการให้กู้ยืมระยะยาวเหล่านี้เป็นต้น หรือเขตการค้าเสรีระหว่างจีน-ไทย เรื่องภาษีการนำเข้าผลไม้ก็เริ่มมีผลแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา นี่เป็นของจริงที่มีผลในทางปฏิบัติแล้ว

"ตอนนี้ความร่วมมือในกลุ่มประเทศเอเชียรวมญี่ปุ่น เป็นความสัมพันธ์คล้ายๆไม้ซีกที่มารวมกันเป็นกลุ่มและผูกมัดด้วยสายใยนโยบายที่เป็นรูปธรรมในเชิงนโยบายเศรษฐกิจการเงิน การค้า การลงทุนก็จะเป็นไม้ซุงที่มีพลัง เป็นกลุ่มที่ 4 ของโลกที่นอกเหลือจากประเทศ 3 หัวรถจักรเดิมก็จะมีหัวรถจักรที่ 4 คือ EA9"

EA9 ตัวฉุดญี่ปุ่นจากหลุม

ประเด็นที่ที่น่าจับตาคือการนำเข้าส่งออก ถ้าดูประเทศ G-3 การนำเข้าส่งออกเติบโตเฉลี่ย 7% แต่ EA9 เฉลี่ยประมาณ 15% วันนี้นักวิเคราะห์ก็ยังพูดอยู่ว่าเอเชียตะวันออกการส่งออกจะโตไม่ได้ ถ้า 3 ประเทศหลักยังไม่ฟื้น ก็ยังพูดอยู่อย่างนี้อยู่

"ลืมตาดูข้อเท็จจริงเสียบ้างว่าการส่งออกนำเข้าเฉลี่ยของกลุ่ม EA9 ขยายตัว 15%, 25%, 30% กับ 7% ต่างกันเยอะไหม เพราะว่าข้อเท็จจริงคือ EA9 ไม่ได้อาศัยตลาด G-3 อย่างมากมายอีกต่อไปแล้ว เราค้าขายกันเองมาก เราท่องเที่ยวกันเองมาก"

ตอนนี้พฤติกรรมผู้บริโภคในเอเชียเปลี่ยนไปหมดแล้ว ของที่มาจาก G-3 มีแต่ยี่ห้อ หากถอดไส้ในออกมาไม่ว่าจะเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, รถยนต์ก็ทำในเอเชียตะวันออกประมาณ 80% ราคาก็ถูกกว่าเยอะ ขณะเดียวกันยี่ห้อแบรนด์เนมก็ถูกบังคับให้ราคาถูกลง นี่คือข้อเท็จจริงของที่เราใช้ ผู้บริโภคใช้ทำในเอเชียหมดแล้ว แต่บริษัทที่คอนโทรลเป็นบริษัทข้ามชาติ 500-600 บริษัท อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ตอนนี้ก็มีเกาหลีใต้ ไต้หวันบ้างแล้วเป็นคนตัดสินใจว่าจะไปลงทุนที่ไหน ตั้งโรงงานที่ไหนและทำอะไรบ้างและเขาจะเฮดจ์โดยกระจายการลงทุนออกไปประเทศ ต่างๆ ซึ่งบริษัทข้ามชาติของโลกเป็นคนดีไซน์ให้แต่ละประเทศมีส่วนร่วมในแวลูเชนหรือโซ่ของคุณค่าอย่างไร ซึ่งสินค้าที่ออกมาสำเร็จรูปแล้ว ส่วนประกอบอาจมาจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ 7-8 ประเทศ ประเทศละ 10-15% นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในระบบเศรษฐกิจ

และตอนนี้ก็เริ่มมีความต้องการภายในเพิ่มขึ้นอย่างใน EA9 ที่เติบโตมากขึ้น เพราะฉะนั้นนโยบาย dual track เกิดขึ้นในประเทศอื่นมาก่อนแล้ว อย่างในจีนมีมา 15 ปี เกาหลีใต้ประมาณ 5 ปี มาเลเซีย 17 ปี ประเทศไทยเพิ่งเริ่มมาได้ 2 ปี ซึ่งไทยพูดชัดเจนจน dual track เป็นคำที่เข้าใจว่าหมายความถึงอะไรและกลายเป็นยี่ห้อของประเทศ ไทยไป

"พอพูดถึง dual track นักวิเคราะห์ต่างประเทศก็ยังพูดว่า เดี๋ยวก็หมดน้ำยา หากสหรัฐ อเมริกาไม่โตแล้วคุณจะโตได้อย่างไร โอเคพูดกันได้ และตัวเลข 6 เดือนที่ผ่านมาก็พิสูจน์บ้างแล้วแต่ไม่ชัดเจน ถ้าจะดูของจริงต้องปีนี้ว่า EA9 ยังจะโตไหม และ EA9 จะดึงเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ไหม เพราะเรายังต้องนำเข้าจากญี่ปุ่น การส่งออกของญี่ปุ่นปีที่แล้วดีมาก เพราะส่งออกไปจีน และฮ่องกงก็ส่งออกเพิ่มขึ้น ไปจีน ไปไทย ไปเกาหลีไต้ เพราะฉะนั้นญี่ปุ่นได้ประโยชน์ จาก EA9"

ดังนั้นโจทย์ที่จะไปสู้อย่างไรก็ไม่ใช่โจทย์ในอดีตอีกต่อไปแล้ว โจทย์ที่แท้จริงคือปัจจุบันและอนาคต หากเราไม่แน่ใจว่าปัจจุบันเราเป็นอย่างไร เราก็ตั้งโจทย์ผิด เช่นว่าเราจะเติบโตได้ไหม เราจะเติบโตร่วมกับใคร นโยบายที่จำเป็นที่จะทำให้เราเติบโตมีอะไรบ้าง คนที่เคยฉุดเราให้เติบโตตอนนี้กำลังฉุดเขามีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร หรือกำลังฉุดของเขาน้อยเป็นเพราะอะไรหรืออะไรเป็นข้อจำกัดของ G-3 ที่ทำให้เขาไม่เติบโตอย่างที่ผ่านมาในอดีต เหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องวิเคราะห์

 

กลับหน้าแรก