|
ยุคขาลงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 กุมภาพันธ์ 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3451 (2651) หลายปีที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์ว่า การขาดดุลงบประมาณอย่างหนักของสหรัฐอเมริกา จะนำไปสู่ค่าเงินดอลลาร์ที่ร่วงลง ซึ่งในสัปดาห์นี้ค่าเงินดอลลาร์ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การที่ นายจอห์น สโนว์ ผู้ที่ถูกประธานา ธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เสนอชื่อขึ้นเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กลับออกมาเห็นชอบกับนโยบายให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ถือเป็นคำตอบที่ผิดพลาดอย่างมาก นั่นเพราะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ต้องการให้เงินดอลล่าร์อ่อนค่าลง ตราบเท่าที่ผู้กำหนดนโยบายในส่วนอื่นๆ ของโลกก็มีการตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าวอย่างเหมาะสม ตลอดทศวรรษที่ 1990 เมื่อเงินเฟ้อเป็นศัตรูตัวสำคัญของเศรษฐกิจโลก สหรัฐพยายามให้การสนับสนุนนโยบายแข็งค่า ของเงินดอลลาร์มาตลอด แต่ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นแล้วเพราะดอลลาร์กำลังแข็งค่าเกินความเป็นจริง และในทางตรงกันข้ามสหรัฐก็กำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดแทนที่ภาวะเงินเฟ้อในอดีต โดยจากสถิติการเปลี่ยนแปลงค่าเงินที่มีต่อการถดถอยของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP Deflator) พบว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในขณะนี้อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี ดังนั้นหากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงก็จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจสหรัฐด้วยการทำให้ราคาของสินค้าส่งออกของสหรัฐถูกลง และป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงจนเกินไป ที่สำคัญกว่านั้น เงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงจะช่วยรักษาสถานะของเศรษฐกิจโลกให้มีความมั่นคงได้อีกด้วย โดยนับเป็นเวลานานมาแล้ว ที่เศรษฐกิจโลกพึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกัน ขณะที่สหรัฐเอง ก็พึ่งพิงเงินลงทุนไหลเข้าจากต่างชาติ เป็นจำนวนมหาศาลมากเกินไปเช่นกัน โดยจากข้อมูลของบริษัทวาณิชธนกิจมอร์แกน สแตนเลย์ ระบุว่า นับจากปี 1995 สหรัฐมีส่วนในการปรับตัวสูงขึ้น ของจีดีพีโลกคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 หรือมีสัดส่วนต่อผลผลิตโลกมากขึ้นถึงเท่าตัว แต่เนื่องด้วยเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้ที่ชะงักงัน และมาตรการลดดอกเบี้ยต่ำสุดๆ เหลือเพียง 1.25% ก็ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐแทบไม่เหลือมาตรการใดๆ ที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจสหรัฐได้อีก นี่เองในสถานการณ์เช่นนี้ เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงจะทำให้เงื่อน ไขทางการเงินทั้งหลายผ่อนคลายลง ตลอดจนช่วยดึงความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศมาเน้นที่การส่งออกแทน ในส่วนของเศรษฐกิจยุโรป เงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศในสหภาพยุโรปอย่างมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปในปีที่ผ่านมาหดตัวลง กระนั้น ค่าเงินที่แข็งขึ้นก็มีส่วนช่วยในการลดอัตราเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางยุโรปสามารถลดดอกเบี้ยซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 2.75% ได้รวดเร็วขึ้นซึ่งเป็นมาตรการที่จำเป็น ต่อการกระตุ้นความต้องการภายในสหภาพยุโรปให้มากขึ้นได้ และก็มีความเป็นไปได้สูงที่การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปน่าจะมีการตกลงกันในการประชุมครั้งหน้าวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ทางด้านญี่ปุ่นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก ก็ไม่สามารถรับมือกับเงินดอลล่าร์ ที่อ่อนค่าลง ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยได้ เพราะปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ย อยู่ในระดับใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นสามารถทำได้ อาจเป็นการทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลง ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีการเดียว ที่จะสามารถเพิ่มผลผลิต และราคาได้ แต่ก็เกิดข้อโต้แย้งที่ว่าถ้าญี่ปุ่นกดค่าเงินเยนลงอีกก็จะทำให้เงินยูโรยิ่งแข็งค่าขึ้น ดังนั้นยิ่งเงินเยนเทียบกับดอลลาร์อ่อนค่าลงมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้เงินยูโรแข็งค่ามากขึ้นเท่านั้น นี่เองหนทางเยียวยาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่ถูกต้องก็คือธนาคารกลางยุโรปจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยลง
|
| กลับหน้าแรก |