เรื่องของโลกาภิวัตน์ (อีกครั้ง)

ทัศนะ : ดร.เอื้อมพร ตสาริกา       กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2546

ประเทศด้อยพัฒนา ที่พึ่งการส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลัก ต้องสูญเสียมากกว่า ที่จะได้รับประโยชน์ ต้องเปิดการค้าเสรี สำหรับสินค้าและบริการ จากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อย่างเต็มที่ 

หลังจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยหลายๆ ท่านเรื่องความหมายของรากศัพท์ต่างๆ ที่ใช้ในภาษาไทยในปัจจุบัน มีความเห็นว่า คำภาษาอังกฤษที่เป็นที่นิยมใช้กันว่า Globaliszation น่าจะแปลว่า โลกานุวัตร หรือโลกานุโลม หมายความว่า เป็นไปตามโลก หรือเป็นไปตามกระแสโลก หรือยอมตามกระแสโลก ไม่น่าจะแปลว่า โลกาภิวัตน์ เพราะมีความหมายไปในทำนองว่า อยู่เหนือโลก เกินโลก หรือหลุดโลก

อาจจะเป็นการล้าสมัยเกินไปที่จะนำคำนี้มาพูดกันอีก เพราะได้มีการพูดกันมานานนับสิบๆ ปีแล้ว โดยนักเศรษฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตกได้พยายามนำหลักการนี้ออกเผยแพร่ และโน้มน้าวให้บรรดาประเทศด้อยพัฒนาปฏิบัติตามหลักการนี้ โดยอ้างว่าจะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ (economic prosperity) ประชาชนจะพากันมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั่วหน้า (welfare improvement)

หลักการนี้มีความหมายโดยย่อ ก็คือเปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนย้ายหรือการถ่ายเทด้านการเงินและด้านการบริหารต่างๆ โดยสะดวก และประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้พยายามส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาเรื่องนี้ โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษาจากประเทศด้อยพัฒนาให้หลงใหลได้ปลื้มตามหลักการดังกล่าว

เมื่อนักศึกษาเหล่านั้นจบการศึกษากลับไปยังประเทศของตน และได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ พวกเขาก็จะพากันนำหลักการนี้ไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศของตน ทั้งในเอเชีย ยุโรปตะวันออกและละตินอเมริกา เป็นต้น

หลังจากที่กาลเวลาผ่านไป แทนที่เศรษฐกิจของประเทศจะเป็นดังที่คาดหวังไว้ กลับถดถอยลง ประชาชนดูเหมือนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แย่ลงกว่าเดิม ยกเว้นบุคคลบางพวกบางกลุ่มเท่านั้นที่ดูเหมือนจะร่ำรวยขึ้น นักวิชาการเหล่านี้จึงชักจะไม่ค่อยแน่ใจว่า หลักการเรื่องโลกาภิวัตน์ หรือโลกานุวัตร หรือโลกานุโลม อันนี้ศักดิ์สิทธิ์หรือขลังจริงหรือไม่

หลักการใหญ่ของเทพนิยายเรื่องนี้ คือระบบตลาดเสรี (Free Market) นั่นเอง ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่หลักการหรือระบบนี้กันมาโดยตลอด และมีการโน้มน้าวให้ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายพากันแปรรูปรัฐวิสาหกิจกันอย่างขนานใหญ่ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา ทั้งในละตินอเมริกา เช่น อาร์เจนตินา บราซิล เม็กซิโก

หรือยุโรปตะวันออก เช่น โรมาเนีย รัสเซีย บัลแกเรีย หรือในเอเชียหลายประเทศ

ในหลายประเทศเหล่านั้นเกิดปัญหาคอรัปชั่นในเรื่องการแปรรูปทำให้เงินรั่วไหลเข้าไปยังกระเป๋าของผู้มีอำนาจ และรับผิดชอบในเรื่องการแปรรูป แทนที่จะเข้ารัฐเพื่อนำไปพัฒนาวิสาหกิจบางวิสาหกิจที่ยังก่อให้เกิดประโยชน์ให้แก่ประเทศอยู่บ้าง

หลักการใหญ่อีกประการหนึ่งของเรื่องนี้ก็คือ การปรับโครงสร้างภาษีการนำเข้า ซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจสามารถส่งสินค้าของตนเข้าไปตีตลาดในประเทศด้อยพัฒนาง่ายขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้น ประเทศด้อยพัฒนาต่างๆ พยายามกำหนดอัตราภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าบางอย่าง เพื่อเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในของตน

แต่หลังจากที่มีการปรับโครงสร้างอัตราภาษีการนำเข้าใหม่แล้ว ทำให้ประเทศด้อยพัฒนาไม่สามารถกีดกันสินค้าจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป

หากดูแบบเผินๆ อาจจะเห็นว่า การค้าเสรีนี้ดีมาก เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนมีโอกาสเลือกซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่ดีมีคุณภาพและมีราคาถูก โดยจะนำไปสู่ความมีประสิทธิภาพ (economic efficiency) ในระบบการแข่งขัน

แต่คำถามในอีกระดับหนึ่งที่ไม่ควรถูกละเลยก็คือ : การค้าเสรีที่ว่านี้ 'เสรี' จริงหรือ? บรรดาประเทศด้อยพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลักต้องสูญเสียมากกว่าที่จะได้รับผลประโยชน์ เพราะต้องเปิดการค้าเสรีสำหรับสินค้าและบริการจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องถูกกีดกันในด้านที่ประเทศด้อยพัฒนาพอจะแข่งขันได้บ้าง เช่น สินค้าเกษตร สิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง รวมทั้งการก่อสร้าง เป็นต้น หลักการหรือระบบดังกล่าวอาจจะใช้ได้ผลดีมากหากค่อยเป็นค่อยไป (modest restructuring) โดยประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายต้องเตรียมความพร้อมของตนก่อน

โดยมุ่งสร้างเครือข่ายด้านความปลอดภัยและความแข็งแกร่งทางสังคม เช่น เตรียมป้องกันการว่างงาน ซึ่งอาจจะมีผลมาจากการค้าเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เมื่อมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจกันมากๆ จะมีผลกระทบต่อคนงานที่เคยทำงานกับรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น รัฐได้เตรียมการอะไรไว้บ้าง เพื่อแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเหล่านี้

จนถึงขณะนี้ กระแสโลกาภิวัตน์ก็ยังไหลเชี่ยว และยังไม่มีท่าทีที่ว่าจะหยุดยั้ง มีแต่นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะในชนบท แม้ว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อหาทางช่วยเหลือกันและกันในรูปขององค์กรต่างๆ ในชุมชน เช่น ร่วมกันผลิตร่วมกันจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่เรียกว่าหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล เป็นการริเริ่มที่ดี

แต่รัฐบาลจะปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรมไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้ชาวบ้านผลิตกันเอง โดยรัฐไม่ให้ความช่วยเหลือด้านการควบคุมคุณภาพและการตลาด ผลสุดท้ายอาจจะล้มเหลวได้

ดร. เอื้อมพร ตสาริกา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

กลับหน้าแรก