|
ภาวะเงินฝืด
กับความวิตกไม่เป็นจริง
ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ
โดย ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม มติชนรายวัน วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ในประเทศไทย ผู้มีชื่อเสียงทางด้านเศรษฐศาสตร์หรือธุรกิจบางท่าน มักให้ความเห็นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่อาจไม่ตรงประเด็นหรือถูกต้องมากนัก แต่ผู้คนโดยทั่วไป ก็มักจะเชื่อและอิทธิพลของความเห็นก็จะแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ผู้คนเหล่านั้นไม่ได้ใช้พื้นฐานทางความรู้เพียงพอที่จะวิเคราะห์ว่า ความเห็นดังกล่าวจะถูกต้องหรือไม่ จนกระทั่งความเชื่อตามๆ กันที่ผิดๆ มีโอกาสสูงที่จะก่อความเสียหายต่อส่วนรวมโดยที่ความเสียหายนั้นๆ ไม่ควรจะต้องเกิดขึ้น กับดักสภาพคล่อง ความวิตกเกี่ยวกับ ภาวะกับดักสภาพคล่อง หรือ Liquidity Trap เคยเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน โดยมีประเด็นว่า ปริมาณเงินและสภาพคล่อง ที่อยู่ในสถาบันการเงินมีระดับสูง แต่ปริมาณเงินหรือสภาพคล่องที่มีมากมายนั้น ไม่ได้ถูกใช้เป็นเงินทุน ในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้ประชาชาติเพิ่มเติมให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ให้เกิดการขยายตัวหรือเจริญเติบโตได้ ความไม่สอดคล้องกับสภาพจริง ที่จริงแล้ว ถ้าจะวิเคราะห์ให้ถูกต้องตรงกับทฤษฎีกับดักสภาพคล่องแล้ว ภาวะกับดักสภาพคล่องคือ สภาพที่ความต้องการปริมาณเงิน เพื่อการเก็งกำไร(Speculative Demand for Money) มีความยืดหยุ่น โดยไม่จำกัดต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย กล่าวคือ เป็นภาวะที่ความต้องการปริมาณเงินจะเพิ่มขึ้นทันทีโดยไม่จำกัด เมื่อมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงแม้เพียงเล็กน้อย แต่สภาพที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยก็คือ ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปลดลงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณเงินในคำจำกัดความแคบ(M1) ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยอัตราที่ต่ำ ไม่ได้เป็นอัตราที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปริมาณเงินในคำจำกัดความแคบจะลดลงภายหลังวิกฤตประมาณ 1-2 ปี เพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ ปริมาณเงินในคำจำกัดความกว้าง(M2) ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ทั้งยังไม่ได้ลดลงในปีหลังจากที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจด้วย ลักษณะดังกล่าวแสดงว่า ภาวะกับดักสภาพคล่องไม่มีในระบบเศรษฐกิจไทย อีกทั้งความต้องการปริมาณเงินเพื่อการเก็งกำไรมีความยืดหยุ่นต่ำด้วยซ้ำไป เนื่องจากโอกาสการนำเงินไปลงทุนในช่องทางอื่นๆ ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต ที่มีอัตราผลตอบแทนดีกว่า เป็นไปได้น้อยมาก และภาวะอัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปก็ยังไม่ถึงระดับที่ต่ำที่สุด ภาวะที่ปริมาณเงินหรือสภาพคล่องในสถาบันการเงินอยู่ในระดับสูง มาจากสภาพที่ปริมาณเงินมีมากเกินกว่า ปริมาณที่สถาบันการเงินจะปล่อยเงินกู้ได้หมด ซึ่งก็เป็นผลอีกทอดหนึ่งจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ไม่อำนวยให้มีช่องทางธุรกิจที่จะลงทุนและใช้เงินกู้ได้ อีกทั้งความเสี่ยงในเชิงหนี้สูญก็มีสูง สำหรับสถาบันการเงิน แต่สาเหตุประการหลังน่าจะสำคัญกว่า ภาวะเงินฝืด เมื่อไม่นานมานี้ความเห็นในลักษณะเดียวกับภาวะกับดักสภาพคล่อง ได้ออกมาอีก คราวนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ภาวะเงินฝืด โดยมีประเด็นว่า ภาวะที่สินค้าจากประเทศจีนซึ่งมีระดับราคาที่ต่ำกว่าสินค้าของประเทศอื่นๆ และกำลังทะลักสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ระดับราคาของโลกลดลงไปด้วย นอกจากนี้ ราคาของสินค้าจากประเทศจีนที่ต่ำทำให้สินค้าจากประเทศอื่นๆ สู้ไม่ได้ และธุรกิจประสบกับการขาดทุนทยอยเลิกกิจการ และทำให้การลงทุนในประเทศต่างๆ ไม่เพียงแต่ไม่ลงทุนใหม่เท่านั้น แต่ยังเคลื่อนย้ายไปยังประเทศจีนมากขึ้น การลงทุนและการส่งออกอันเป็นช่องทางการขยายตัวของเศรษฐกิจเพียง 2 อย่างจึงหายไป ทำให้เป็นที่วิตกกันว่าเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ไม่อาจขยายตัวต่อไปได้ เกิดภาวะซบเซา และระดับราคาก็จะลดลงต่อเนื่องไปอีก เป็นวงจรอุบาทว์เช่นเดียวกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในทศวรรษ 1930 ความไม่สอดคล้องกับสภาพจริง ที่จริงแล้ว คำว่า เงินฝืด ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Deflation มีกำเนิดมาโดยเป็นคำตรงกันข้ามกับคำว่า เงินเฟ้อ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Inflation แต่คำภาษาไทยที่ว่า เงินฝืด นั้น ไม่เคยมีการใช้มาก่อน ซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า เงินเฟ้อ ที่มีใช้กันมานานจนเป็นที่แพร่หลายและเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ คำว่า เงินฝืด ดูจะให้ความรู้สึกที่ฝืนหรือขัดกับสภาพความเป็นจริงที่ปริมาณเงินและสภาพคล่องมีล้นระบบสถาบันการเงิน อีกทั้งให้ความรู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจเป็นไปในเชิงลบเป็นอย่างมาก สาเหตุของภาวะเงินฝืด ถ้าจะว่ากันไปแล้ว ภาวะเงินเฟ้อ มีสาเหตุได้ทั้งจากภาวะความต้องการสินค้าและบริการที่มากกว่าการผลิตและจากภาวะที่ต้นทุนสินค้าแพงขึ้น ภาวะเงินฝืดก็เช่นเดียวกัน มีสาเหตุได้ทั้งจากภาวะการผลิตที่เกินความต้องการและจากภาวะต้นทุนที่ต่ำลง ภาวะเงินเฟ้อมีระดับราคามีสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ภาวะเงินฝืดมีระดับราคาที่ต่ำลงเรื่อยๆ ภาวะจะรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับอัตราที่ระดับราคาเปลี่ยนแปลงสูงหรือต่ำ อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินฝืดในประเทศไทยเกิดขึ้นน้อยมาก เฉพาะในหนึ่งหรือสองปีหลังจากที่ระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเท่านั้น ครั้งล่าสุดเกิดในปี 2542 หลังจากนั้นระดับราคาก็สูงขึ้นทุกปี ในขณะนี้ภาวะเงินฝืดจึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ของระบบเศรษฐกิจไทย ที่มาของความวิตก ความวิตกกังวลต่อ ภาวะเงินฝืด นั้น เกิดขึ้นก่อนในสหรัฐอเมริกาในปี 2545 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มชะลอตัวลง พร้อมๆ กับการมองไปที่ตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเคยเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่และภาวะหนี้เสียของสถาบันการเงินตามมา จนกระทั่งเศรษฐกิจไม่ขยายตัวและระดับราคามีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ลดลงอย่างชัดเจนด้วย ซึ่งที่จริงแล้วหลายๆ ครั้งระดับราคาลดลงด้วยค่าของเงินเยนที่สูงขึ้นมากกว่าภาวะอุปสงค์มวลรวมไม่พอเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยมีภาวะเศรษฐกิจใกล้เคียงกับญี่ปุ่นโดยเฉพาะในเรื่องฟองสบู่และสถาบันการเงิน จึงทำให้นักเศรษฐศาสตร์บางท่านวิตกต่อภาวะเงินฝืดด้วย อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินฝืดจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ก็ยังขึ้นอยู่กับนโยบายทางเศรษฐกิจและภาวะของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน ภาวะเงินฝืดในสหรัฐอเมริกา การลดลงของระดับราคาในสหรัฐอเมริกา มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงจากการทะลักของสินค้าจากประเทศจีน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะแรงงานที่ต่ำมาก ถ้าหากภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นจริง การลดลงของระดับราคาในสหรัฐอเมริกาก็เป็นเพียงการปรับตัวของระดับราคาระหว่างประเทศ(ในที่นี้คือสหรัฐอเมริกาและจีน) ซึ่งมีระดับราคาที่แตกต่างกันมากมาเป็นเวลาช้านานให้เข้าใกล้ดุลยภาพเท่านั้น การลดลงของระดับราคาในสหรัฐอเมริกายังทำให้การลงทุนในสหรัฐอเมริกาหลายๆ อุตสาหกรรมให้ผลตอบแทนที่ด้อยกว่า แต่ด้วยความที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีการค้าระหว่างประเทศที่ขาดดุลมาก ปริมาณเงินหมุนเวียนจึงมีสูงตามไปด้วย เนื่องจากทุกประเทศที่ได้ดุลการค้าจะต้องส่งเงินกลับไปลงทุนที่สหรัฐอเมริกาสูงตามไปด้วย เนื่องจากทุกประเทศที่ได้ดุลการค้าจะต้องส่งเงินกลับไปลงทุนที่สหรัฐอเมริกาได้เพียงแห่งเดียว และเป็นแหล่งที่การลงทุนได้อัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงที่สุดและมีช่องทางมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งด้วย ปริมาณเงินหมุนเวียนที่สูงนี้เอง เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุนในภาคเศรษฐกิจอื่นที่ไม่ต้องประสบกับการแข่งขันระหว่างประเทศ อันได้แก่ ภาคธุรกิจที่อยู่อาศัยและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งอันหลังนี้อาจชะลอตัวลงไปบ้างแล้ว ภาวะเงินฝืดในญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นนั้น มีการย้ายฐานอุตสาหกรรมมากมายหลายประเภทไปทำการผลิตในประเทศอื่นๆ มาช้านาน เริ่มต้นด้วยสหรัฐอเมริกาในยุคกีดกันการค้าช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 ตามมาด้วยประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายหลังเงินเยนลอยตัวในปี 1986 และสุดท้ายประเทศจีนในทศวรรษ 1990-2000 ในขณะที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงที่เกิดใหม่ภายในประเทศรองรับไม่เพียงพอ อีกทั้งมีปัญหานี้เสียของระบบสถาบันการเงินและภาระหนี้รัฐบาลอยู่ในระดับสูงมาก โอกาสการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ประชาชาติจึงเหลือค่อนข้างน้อยเต็มที ความแตกต่างของไทย สำหรับประเทศไทยนั้น แม้ว่าสภาพของระบบเศรษฐกิจจะคล้ายกับญี่ปุ่นมาก ในแง่ของปัญหาสถาบันการเงิน แต่โอกาสของไทยมีมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าขายในประเทศจีนได้ การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ทดแทนหรือต่อสู้กับสินค้าที่ผลิตในญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกาหรืออื่นๆ ได้ การลงทุนโดยการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตร การทำตลาดสินค้าส่งออกหรือตลาดส่งออกใหม่ๆ การปลดปล่อยลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้กลับมาทำการผลิตเพื่อสร้างรายได้ประชาชาติอีกครั้ง การลงทุนด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากภาระหนี้ภาครัฐบาลที่แม้ว่าจะสูงแต่ก็ไม่สูงเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์หรือประเทศอื่นๆ และสุดท้ายการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศโดยการโปรยเงินจากเฮลิคอปเตอร์หรือในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน การกระตุ้นเศรษฐกิจ การเน้นหนักที่การกระตุ้นภาคเศรษฐกิจภายในประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามโอกาส ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้น เพียงแต่ว่ารัฐบาลได้กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนโดยไม่ได้ตระหนักว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องอันตรายที่อาจส่งผลต่อการขาดดุลการค้า และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ที่รัฐบาลมีความต้องการให้แข็งค่าด้วย แต่ก็ยังโชคดีที่บังเอิญรัฐบาล ก็ส่งเสริมการส่งออก และการท่องเที่ยวในเวลาเดียวกันโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ยังมองข้ามความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่ว่า เงินที่รัฐบาลโปรยลงไปสู่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน การพักหนี้เกษตรกร โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ธนาคารประชาชน การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และ SMEs นั้นหลายๆ อย่างก่อให้เกิดรายได้ในสัดส่วนที่ต่ำมากเนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นการ Refinance และบางอย่างไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ประชาชาติเป็นการเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นเม็ดเงินที่บรรจุอยู่แล้วในงบประมาณแผ่นดินตามปกติ โดยที่ระดับสูงของรัฐบาลบางท่านยังหลงเข้าใจว่า การเพิ่มเม็ดเงินถึงมือประชาชนก็คือการเพิ่มรายได้ประชาชาติ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ โครงการของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่นำไปสู่การบริโภคในระยะสั้นมากกว่า การสร้างกำลังการผลิตที่ถาวรในระยะยาวอันเป็นการโปรยเงินที่มีความยั่งยืนมากกว่า ภาวะเงินฝืดห่างไกล ดังนั้น สภาพของประเทศไทยจึงยังห่างไกลภาวะเงินฝืด เนื่องจากยังมีโอกาสอีกมากในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจตามที่เสนอแนะไว้ข้างต้น แม้ว่าระดับราคาของระบบเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นในอัตราที่ต่ำ สาเหตุหลักก็คงมาจากกำลังการผลิตของระบบเศรษฐกิจที่ยังคงใช้ไม่เต็มที่มาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ ระดับราคาที่ถือได้ว่าเกือบจะคงที่ในปี 2545 น่าจะเป็นไปจากการแข่งขันและการกระตุ้นผู้บริโภคของผู้ประกอบการเพื่อมุ่งหวังให้การขายการผลิตขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากประชาชนโดยเฉลี่ยมีระดับรายได้ที่ดีกว่าภายหลักวิกฤตเศรษฐกิจจนสามารถกระตุ้นให้มีการบริโภคเพิ่มขึ้นได้แล้ว นอกจากนี้ กำลังการผลิตที่ยังคงเหลืออยู่ยังมีโอกาสกระตุ้นให้มีการใช้งานในระดับที่สูงขึ้นได้ การคุกคามของสินค้าจีน ในส่วนของการทะลักของสินค้าจีนที่เข้าสู่ประเทศไทยที่รู้สึกกันอยู่ในขณะนี้นั้น หลายๆ คนอาจรู้สึกวิตกถึงการคุกคามของระดับราคาสินค้าของจีนต่อภาวะเงินฝืดที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าหากทุกคนใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์โดยมีสติและบนพื้นฐานของข้อมูลแล้ว ความวิตกดังกล่าวก็ดูจะไม่เป็นจริงสักเท่าไรสถิติการค้าระหว่างประเทศของกรมศุลกากรจีนแสดงให้เห็นว่า ระหว่างปี 1994 และ 2001 การส่งออกของจีนไปยังคู่ค้าสำคัญๆ ทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และตลาดร่วมยุโรป ล้วนแต่มีอัตราการขยายสูงว่าการนำเข้าจากประเทศเหล่านั้นทั้งสิ้น นอกจากนี้ การขาดดุลการค้าที่จีนเคยมีต่อญี่ปุ่นและตลาดร่วมยุโรปกลับเปลี่ยนไปในทางตรงข้ามที่จีนได้เปรียบดุลการค้ากับตลาดทั้งสองนั้น ส่วนการเกินดุลการค้าที่จีนมีต่อสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ภาวะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการค้าระหว่างจีนกับอาเซียน กล่าวคือ การส่งออกของกลุ่มประเทศอาเซียนไปยังจีนขยายตัวสูงกว่าการนำเข้าจากจีน และการเกินดุลการค้าของกลุ่มประเทศอาเซียนจึงไม่เป็นจริง ปัญหาอยู่ที่ว่าแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียนจะสามารถสร้างสินค้าส่งออกไปยังจีนได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้น การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ยิ่งสูงก็จะยิ่งเป็นการสร้างโอกาสให้แก่สินค้าจากกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้นเท่านั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศนั้น ข้อควรระวังที่ได้กล่าวไปแล้วคือ ทำให้ดุลการค้าเลวลงนอกจากนี้ ยังจะต้องระวังด้วยว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่เกิดขึ้น เกิดผลในขั้นสุดท้ายเป็นการบริโภคให้หมดไปหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสินค้าบริโภคที่มีทางเลือกและปริมาณที่มากเกินความจำเป็นหรือไม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ควรจะเป็นการลงทุนในด้านกำลังการผลิตหรือปัจจัยพื้นฐานที่จะนำไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพ สถานะเศรษฐกิจไทย เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่แสดงสถานะของระบบเศรษฐกิจไทยภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว จะพบว่า ประการสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไม่อาจขยายตัวได้ก็คือ การลงทุนของภาคเอกชนที่ลดลงเหลือประมาณ 1/3 และการลงทุนของภาครัฐบาลเหลือประมาณ 2/3 ของก่อนวิกฤต เมื่อรวมกันแล้วการลงทุนทั้งหมดจะลดลงเหลือประมาณ 1/2 ของก่อนวิกฤตหรือคิดเป็นมูลค่าของการลงทุนที่หายไปประมาณ 1,000,000 ล้านบาทหรือร้อยละ 20 ของรายได้ประชาชาติในปี 2545 ดังนั้น การลงทุนในกำลังการผลิตหรือปัจจัยพื้นฐานการผลิตเท่านั้น จึงจะมีมูลค่าสูงเพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวกลับไปสู่ระดับเดิมได้ ไม่ใช่การกระตุ้นตามโครงการที่รัฐบาลได้ทำไปซึ่งนำไปสู่การเพิ่มรายได้ประชาชาติน้อยมาก แต่การลงทุนเหล่านี้จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบให้เป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพจริงๆ โดยไม่เป็นการสูญเปล่า ตัวนำเศรษฐกิจ แม้ว่าระบบเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจมาพอสมควรแล้ว โดยมีการลงทุนเป็นองค์ประกอบหลักในรายได้ประชาชาติเป็นตัวนำการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2545 ที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของการลงทุนแล้ว อุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวสูงอย่างชัดเจนมีเพียงอุตสาหกรรมยานยนต์และการก่อสร้างเท่านั้น อุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากยังไม่มีการขยายตัวที่ชัดเจนและยังมีกำลังการผลิตที่ยังใช้ไม่เต็มที่อีกมาก เศรษฐกิจไทยจึงยังอยู่ในสภาพที่เปราะบางโดยที่ยังมองไม่เห็นการลงทุนในด้านอื่นๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างกำลังซื้อมารองรับให้การใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นได้ต่อๆ ไป หนทางสู่ความสำเร็จ การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ เป็นองค์ประกอบหลักในรายได้ประชาชาติที่เป็นตัวนำการขยายตัว ของเศรษฐกิจไทยมาตลอดกว่า 50 ปี แต่เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มเกินดุลน้อยลงเรื่อยๆ การลงทุนจึงเป็นหนทางเดียวที่จะเป็นตัวนำการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ โดยจะต้องพยายามผลักดันการส่งออกต่อไป เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศมีเกินดุลเพียงพอที่จะสนับสนุนการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วภาวะเงินฝืดก็จะไม่เป็นปัญหาให้ต้องกังวลอีกต่อไป
|
| กลับหน้าแรก |