พฤติกรรมไร้เหตุผล ของตลาดน้ำมัน

อาญัติ หญ้าปรัง         กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2546

ราคาน้ำมันในขณะนี้ ตลาดน้ำมันไม่ได้มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยพฤติกรรมไร้เหตุผล และมีผู้สร้างความมั่งคั่ง อย่างมากมาย จากความไร้ประสิทธิภาพดังกล่าว 

การปล่อยข่าวว่า น้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และอาจจะไปแตะอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ถ้าหากสหรัฐโจมตีอิรัก เป็นเรื่องที่ปราศจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง

ผลของการสร้างความตระหนกต่อสาธารณชน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจเพิ่มปริมาณการส่งออกอีก 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน ของกลุ่มประเทศโอเปค ในการประชุมที่กรุงเวียนนาที่ผ่านมา และการที่น้ำมันจากเวเนซุเอลากลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้งด้วยปริมาณถึง 1.3 ล้านบาร์เรล/วัน ก็มิอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดค้าน้ำมันหยุดแสวงหาผลประโยชน์จากพฤติกรรมไร้เหตุผลแบบฝูงสัตว์ (Hard Behavior) แต่อย่างใด

น้ำมันในปัจจุบันซื้อขายกันอย่างเปิดเผยในตลาดที่มีผู้เล่นที่มีความหลากหลาย ราคาถูกกำหนดโดยกลไกตลาด แต่เหตุการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้ ชี้ให้เห็นว่า ตลาดน้ำมันไม่ได้มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยพฤติกรรมไร้เหตุผล และความไม่เท่าเทียมกันในการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร และมีผู้สร้างความมั่งคั่งอย่างมากมายมหาศาลจากความไร้ประสิทธิภาพดังกล่าว

ในกรณีของตลาดน้ำมันเห็นได้ชัดว่า ผู้ที่จ่ายโดยตรงให้กับความไร้ประสิทธิภาพของตลาด คือ ประชาชนดังเช่นที่ ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบล เขียนไว้ในบทความ "ฉลองให้กับความไร้เหตุผล" (กรุงเทพธุรกิจ, 16 ธ.ค.2545) เมื่อตลาดไม่ได้มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น รัฐจึงควรจะต้องมีบทบาทสำคัญต่อกลไกของตลาด ด้วยมาตรการต่างๆ ที่หลากหลาย

เศรษฐกิจของสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก มิอาจทนต่อราคาน้ำมันที่สูงกว่า 50 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้ และประวัติศาสตร์ก็ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์วุ่นวายที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย คือ สงครามอาหรับ-อิสราเอล ในปี 1973 ซึ่งทำให้เกิดวิกฤติน้ำมัน ครั้งที่ 1 และการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านในปี 1979 และก่อให้เกิดวิกฤติน้ำมันครั้งเลวร้ายที่สุด ก็มิอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 50 ดอลลาร์/บาร์เรล

สงครามอ่าวในปี 1991 ยิ่งชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอย่างไม่รุนแรง ตามที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ โดยราคาน้ำมันไม่ถึง 30 ดอลลาร์/บาร์เรล ด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่บ่อน้ำมันในคูเวตถูกกองทัพอิรักเผาทำลายอย่างย่อยยับ และบ่อน้ำมันในอิรักเองก็ถูกสหรัฐ และพันธมิตรบอมบ์เสียหายไม่แพ้กัน

สาเหตุสำคัญที่ราคาน้ำมันไม่ควรเลวร้าย ดังที่นักสร้างข่าวพยายามโพนทะนา มีอยู่ 2 ประการ

1) นโยบายของสหรัฐต่อภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ยุทธศาสตร์ทางทหาร และการต่างประเทศของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งฐานทัพ และการคงทหารไว้ในประเทศต่างๆ บริเวณอ่าวเปอร์เซีย ตลอดจนความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเฉพาะความสัมพันธ์ "พิเศษ" ระหว่างสหรัฐกับซาอุดีอาระเบีย มีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ คือ

เพื่อที่จะรับประกันปริมาณน้ำมันที่ส่งออกไปยังสหรัฐและชาติตะวันตกมีอย่างพอเพียงในราคาที่เหมาะสม และประการสำคัญเพื่อป้องกันการเข้ามาครอบครองน้ำมันของประเทศมหาอำนาจภายใน และภายนอกภูมิภาค ที่มีทีท่าเป็นศัตรูต่อสหรัฐ

ความกังวลของสหรัฐต่อประเทศที่เป็นอริว่า จะเข้ามาสร้างอำนาจ และความร่ำรวยจากน้ำมัน และอาจจะเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในภายหลัง เห็นได้ชัดเมื่ออดีตประธานาธิบดี แฮนรี่ ทรูแมน เห็นชอบกับแผนของสภาความมั่นคง ที่ 26/2 ที่จะให้ทำลายบ่อน้ำมัน รวมทั้งเครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ ในการผลิตน้ำมันได้ทันที โดยมิต้องบอกกล่าวต่อรัฐบาลของประเทศเจ้าของบ่อน้ำมัน ในกรณีที่สหภาพโซเวียตเข้าบุก และยึดครองประเทศเหล่านี้

ในปี ค.ศ.1957 อดีตประธานาธิบดี ไอเซ่นฮาว ยิ่งเพิ่มความเห็นชอบด้วยกับแผนการดังกล่าว เมื่อสถานการณ์ในภูมิภาคร้อนระอุ จากวิกฤติคลองสุเอซ ทำให้ความรู้สึกชาตินิยมอาหรับ แผ่ขยายลุกลามไปทั่วทั้งอ่าวเปอร์เซีย ด้วยเกรงว่าประเทศอาหรับที่เข้มแข็งบางประเทศ ที่เป็นศัตรูกับสหรัฐในขณะนั้น จะเข้ามาครอบครองแหล่งน้ำมัน ประธานาธิบดีไอเซ่นฮาว จึงได้ขยายนโยบาย "มิให้น้ำมันถึงมือศัตรู" เมื่อมีภัยคุกคาม โดยแทนที่จะเจาะจงเฉพาะภัยคุกคามจากรัสเซีย ให้รวมไปถึงภัยคุกคามจากประเทศอาหรับด้วย

สงครามอ่าวในปี ค.ศ.1991 ตอกย้ำให้เห็นความต่อเนื่องในการใช้นโยบายดังกล่าว โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของสหรัฐ และชาติตะวันตกที่จะปกป้องแหล่งน้ำมัน จากการยึดครองของกองทัพของซัดดัม ฮุสเซ็น ที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดของประเทศอาหรับ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะครอบครองแหล่งน้ำมันในคูเวต และซาอุดีอาระเบียในที่สุด

2) บทบาทของซาอุดีอาระเบีย

ปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันของโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สหรัฐเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก ต้องนำเข้าน้ำมันคิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 10 ล้านบาร์เรล/วัน) ของปริมาณความต้องการทั่วประเทศ และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2020

ปริมาณความต้องการที่สูงขนาดนั้นประกอบกับผลผลิตน้ำมันภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยผลิตได้ 2 ใน 3 ของผลผลิตน้ำมันของโลกในปี ค.ศ.1930 เหลือ 1 ใน 5 ในปี ค.ศ.1973 และลดลงเรื่อยๆ ทำให้สหรัฐจำเป็นจะต้องพึ่งพาน้ำมันจากภายนอก โดยเฉพาะประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย ที่มีปริมาณน้ำมันสำรองรวมกันถึง 63 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำมันสำรองของโลก

ในจำนวนนั้น 25 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในความครอบครองของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 8 ล้านบาร์เรล และที่สำคัญซาอุดีอาระเบียมีปริมาณน้ำมันดิบในคลังสำรองที่พร้อมจะออกใช้ถึง 3 ล้านบาร์เรล/วัน โดยสามารถผลิตเพิ่มขึ้นจนกระทั่งทดแทนปริมาณน้ำมันที่สูญหายไปจากตลาด ในกรณีที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใดรายหนึ่ง มีการหยุดชะงักหรือลดกำลังการผลิตเพื่อขึ้นราคา

ปริมาณการสำรอง (Spare Capacity) ของซาอุดีอาระเบียนี่เอง ที่เป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพ ในการรักษาระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียใช้เป็นไพ่เด็ดในการรักษาความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐเอาไว้ ถึงแม้ว่าความขัดแย้งทางการทูตของจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายมากกว่าสิบคนเป็นซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศต่างก็รู้ดีว่า ต้องการซึ่งกันและกัน ซาอุดีอาระเบียต้องการสหรัฐในการรับประกันความมั่นคง ทั้งทางด้านการทหาร และโดยเฉพาะความมั่นคงทางการเมืองในระบอบกษัตริย์ สหรัฐต้องการน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียในระดับราคาที่เหมาะสม ทั้งยามปกติ และภาวะฉุกเฉิน

สงครามอ่าวเปอร์เซีย ในปี ค.ศ.1991 เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี เมื่อซัดดัม ฮุสเซ็นกรีฑาทัพ เข้ายึดคูเวต ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับ 30 ดอลลาร์/บาร์เรล ซาอุดีอาระเบียเพิ่มกำลังการผลิตที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันหล่นลงมาอยู่ที่ประมาณ 22 ดอลลาร์/บาร์เรล เท่านั้น

ทั้งสหรัฐ และซาอุดีอาระเบีย ต่างก็ไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงมาก หรือต่ำมาก ซาอุดีอาระ เบียเคยมีประสบการณ์อันขมขื่นมาแล้วจากการที่ราคาน้ำมันสูงกว่า 40 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ทำให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และผู้บริโภคหันไปใช้พลังงานทางเลือก อีกทั้งเมื่อน้ำมันจากตะวันออกกลางมีราคาสูงขึ้น ก็เป็นการกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นพบน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ

ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้น ราคาน้ำมันที่สูงเกินปกติ จะทำลายเศรษฐกิจของสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมัน และเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลก ผลกระทบก็จะกลับมาทำร้ายซาอุดีอาระเบียนั่นเอง

++++++++

อาญัติ หญ้าปรัง มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามเพื่อการศึกษาและพัฒนา (วกพ.) บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน

 

กลับหน้าแรก