ปรับภาษีสรรพสามิตใหม่วุ่น รัฐออก นโยบายรายวัน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 กุมภาพันธ์ 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3450

กายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในหลายธุรกิจ ตามที่กระทรวงการคลังนำเสนอเมื่อวันอังคารที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ประเด็นที่มีการตั้งคำถามกันมากในขณะนี้ และรัฐบาลเองยังไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจน คือ

เหตุใดรัฐบาลรีบเร่งให้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต แทนที่จะออกเป็นพระราชบัญญัติที่ได้รับการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร, สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งความคิดเห็นของประชาชนว่ากำลังทำอะไรอยู่ และมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างไร ถึงต้องรีบเร่งออกเป็น พ.ร.ก. รวมถึงประเด็นที่รัฐบาลใช้อำนาจฝ่ายบริหารออก พ.ร.ก. มาแปรสัญญาสัมปทานหรือแก้ไขสัญญาสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมแบบอัตโนมัติ

โดยใช้มติ ครม.เปิดทางคู่สัญญาสัมปทานนำรายจ่ายค่าภาษีสรรพสามิต ไปหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่มีอยู่เดิม ตามข้อกำหนดในสัญญาสัมปทาน และคู่สัญญาสัมปทานเดิม ต้องนำส่วนแบ่งรายได้ส่วนที่เกินจากภาษีสรรพสามิต นำส่งให้แก่การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) หรือบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือองค์การโทรศัพท์ฯเดิมต่อไปจนกว่าจะหมดสัญญา

ความเคลื่อนไหวเริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 21 มกราคม ทางกระทรวงการคลังได้นำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. และอธิบดีกรมสรรพสามิตออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงการคลัง กลับไปทบทวนหรือตีกลับภาษีสรรพสามิต

อีกสองวันต่อมาคณะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ และถูกม็อบสุราพื้นบ้านกว่า 500 คนปิดล้อมทางออก เนื่องจากการนำเสนอกฎหมายภาษีสรรพสามิต ในวันอังคารที่ผ่านมามีเรื่องการเปิดเสรีสุรากลั่นพ่วงเข้าไปด้วย ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจ อธิบดีกรมสรรพสามิตที่ไปให้สัมภาษณ์ว่า ครม.ตีกลับกฎหมายภาษีสรรพสามิต เพราะเข้าใจผิดว่า ครม.ไม่เห็นด้วยกับแผนการเปิดเสรีสุรากลั่นไปด้วย

ในวันต่อมา ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาแก้ข่าวว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังได้นำเสนอกฎหมายภาษีสรรพสามิต และ ครม.มีมติเห็นชอบให้ชาวบ้านผลิตสุรากลั่นได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ทางการจะกำหนดในภายหลัง รวมทั้งลดภาษีสุรากลั่นลงอีก ส่วนเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังได้เสนอกฎหมายพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่จะเก็บจากธุรกิจบริการ เพื่อขอหลักการว่าจะออกเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตนั้น ครม.ไม่ได้ตีกลับและเห็นด้วยในหลักการให้ออกเป็น พ.ร.ก. โดยให้กระทรวงการคลังกลับไปทำรายละเอียดเสนอใหม่

แต่พอถึงวันที่ 28 มกราคม ซึ่งทางกระทรวงการคลังเสนอเรื่องเข้ามาใหม่ หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต ส่วน พ.ร.ก.นั้นผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมาแล้ว

ซึ่งมติ ครม.ดังกล่าวได้กำหนดให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีธุรกิจบริการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ คือ

1) ไนต์คลับและดิสโกเธค เสนอให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 10 จากรายรับ 
2) สถานอาบน้ำหรืออบตัวและนวด เสนอให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราตามมูลค่าร้อยละ10 และ 
3) ธุรกิจการพนัน เช่น สนามแข่งม้า เดิมจัดเก็บในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 20 ส่วนการออกสลากกินแบ่งเสนอให้ยกเว้นภาษี

4) ธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สนามกอล์ฟ เสนอให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 10 เท่าเดิม 
5) กิจการโทรคมนาคม เสนอให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิต ดังนี้ กิจการโทรศัพท์พื้นฐาน ให้จัดเก็บจากรายรับในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 2 ส่วนกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์ ให้จัดเก็บจากรายรับในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 10 (ดูรายละเอียดจากตาราง)

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตครั้งนี้ เป็นการหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่มีอยู่เดิมตามข้อกำหนดในสัญญาสัมปทาน ซึ่งยังมีส่วนแบ่งรายได้บางส่วนคงเหลืออยู่ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จะต้องกำหนดอัตราภาษี ที่จัดเก็บจากคู่สัญญาแต่ละราย ในอัตราเดียวกัน จึงทำให้มีส่วนแบ่งรายได้ตามข้อตกลงในสัญญาเดิม เกินจากค่าภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บในอัตราดังกล่าว โดยคู่สัญญาต้องนำส่วนแบ่งรายได้ จำนวนที่เกินจากค่าภาษีสรรพสามิต ส่งให้แก่ กสท.หรือ ทศท.ต่อไปตามข้อกำหนดในสัญญาเดิม ดังนั้น คู่สัญญาเดิมจึงมีภาระเท่าเดิมตามที่กำหนดไว้

ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า สำหรับการปรับปรุง พ.ร.บ.สรรพสามิตครั้งนี้เป็นการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ให้ครอบคลุมถึงกิจการบริการใหม่ และให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ กิจการเสี่ยงโชค กิจการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กิจการที่ได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐ และกิจการอื่นๆ ซึ่งการปรับปรุงในครั้งนี้ หากไม่นับรวมกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ หรือธุรกิจโทรคมนา คมที่เป็นการโอนรายได้จาก กสท.หรือ ทศท.มาอยู่ที่กรมสรรพสามิตแล้วประมาณ 9,000 ล้านบาท รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 1,000 ล้านบาท

ต่อมาในวันที่ 29 มกราคม น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ พร้อมกับอธิบดีกรมสรรพสามิต ได้เดินทางไปชี้แจงคณะกรรมาธิการการเงิน การคลังและสถาบันการเงิน วุฒิสภา กลับมีประเด็นใหม่เกิดขึ้นอีก คือ ในอนาคตหากมีการจัดตั้งคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เสร็จเรียบร้อย ตามกฎหมายของ กทช.จะมีรายได้ 2 ส่วน คือ

1)เพื่อใช้จ่ายในการบริหารราชการของ กทช.เอง 
2)เพื่อเป็นกองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมโดยรวม โดย กทช.จะกำหนดเป็นค่าธรรมเนียม สำหรับใบอนุญาตประเภทต่างๆ ตามกฎหมาย อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายเก่าที่จะต้องจ่ายค่าต๋งในการใช้เครือข่ายกับ กสท.และ ทศท. ค่าภาษีสรรพสามิตและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ กทช. ประเด็นนี้ น.พ.สุรพงษ์ชี้แจงว่า มาตรการภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากบริการธุรกิจโทรคมนาคมอาจจะเป็นมาตราการชั่วคราว สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของกระทรวงการคลัง หากในอนาคตมีการจัดตั้ง กทช.แล้ว ทาง กทช.มีสิทธิที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกเลิกได้

สรุปว่าเรื่องดังกล่าวต้องโทษกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยออกมาทำความเข้าใจ หรือชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ อยากจะเห็นธุรกิจโทรคมนาคมในอนาคตเป็นอย่างไร ได้แต่อ้างว่าเรื่องภาษีอากรเป็นเรื่องลับสุดยอด พูดออกไปแล้วมีทั้งคนได้และคนเสียประโยชน์ แต่กลับออกพระราชกำหนดกำหนดอัตราภาษีธุรกิจบริการแล้วสอดแทรกธุรกิจโทรคมนาคมเข้าไปด้วยแบบมัดมือชก เรื่องนี้มีนัยอะไรหรือไม่ และยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดกับคนในรัฐบาลยิ่งต้องชี้แจงมาก เพราะหลักการต้องชัดเจน โปร่งใส ไม่ใช่ใช้วิธีเปิดไพ่ออกมาทีละใบจนทำให้ประเด็นเปลี่ยนไปรายวันเหมือนอย่างที่ทำอยู่

 

กลับหน้าแรก