|
เฟดกับทางเลือก
ในการรับมือเงินฝืด
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 กุมภาพันธ์ 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3450 แม้ว่า นายอลัน กรีนสแปน ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดและเจ้าหน้าที่ของเฟดรายอื่นๆ จะออกมาระบุว่า อันตรายจากภาวะเงินฝืดไม่ใช่เรื่องสำคัญ และในกรณีที่สหรัฐต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืด บรรดาผู้วางนโยบายกล่าวว่า เฟดมีเครื่องมือที่สามารถใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว โดยเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว นายเบน เอส. เบอร์นันเก้ ผู้ว่าการเฟดเคยกล่าวอย่างมั่นใจว่า การใส่เงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจจะสามารถแก้ปัญหาเงินฝืดได้เสมอ อย่างไรก็ตาม บิสซิเนส วีก กล่าวว่า หวังว่าคำพูดข้างต้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันเงินฝืดยังคงเป็นปัญหาที่ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความกังวล เพราะถ้าไม่รวมต้นทุนของอาหารและพลังที่มีความแปรปรวนแล้ว เมื่อปีที่แล้วราคาสินค้าเพื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 1.9% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา นายอลัน เอส บลินเดอร์ อดีตรองประธานเฟด แสดงความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงอันตราย เพราะเมื่อภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา การเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระดับหนึ่งสามารถที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจนมาอยู่ในระดับ 0% หรือต่ำกว่าได้ บางทีเฟดอาจจะไม่สามารถจัดการกับภาวะเงินฝืด หรือการลดลงของราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายเหมือนที่พูดไว้ โดยบิสซิเนส วีก มองว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะไม่ส่งผลในสถานการณ์ที่เกิดภาวะเงินฝืด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถลดลงต่ำกว่าศูนย์ได้ แต่เฟดสามารถที่จะใช้มาตรการเฉพาะหน้าอื่นๆ เช่น การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบธนาคาร, การเข้าไปซื้อตั๋วเงินคลัง หรือการเทขายเงินดอลลาร์ (ดูตารางประกอบ) ทั้งนี้เพื่อทำให้ภาวะเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งและยุติการเกิดภาวะเงินฝืด กระนั้น ทางเลือกทั้ง 3 วิธีข้างต้นยังไม่เคยถูกทดสอบเพื่อใช้ในการต่อสู้กับภาวะเงินฝืดมาก่อน เหมือนที่ เจเน็ต แอล. เยลเลน อดีตผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า ไม่มีใครทราบว่าทางเลือกทั้ง 3 ทางดังกล่าวจะได้ผลหรือไม่ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการของเฟดที่เคยสรุปไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนถึงประสิทธิภาพของแต่ละมาตรการ เริ่มจากเครื่องมือแรก คือการที่เฟดปั๊มเงินจำนวนมากเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ด้วยการเข้าไปซื้อตั๋วเงินคลังเพิ่มขึ้น แต่ถ้าระบบธนาคารมีสภาพคล่องล้นและอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ที่ระดับ 0% การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากนักต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งนายกรีนสแปนและนายเบอร์นันเก้เคยออกมาระบุว่า เฟดสามารถเพิ่มการเข้าไปซื้อตั๋วเงินคลังที่อายุยาวขึ้น ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจได้ด้วยการทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลง แต่ผู้วางนโยบายมองว่า การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ถ้าไม่เข้าไปซื้อตั๋วเงินคลังในปริมาณที่มากเพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเฟดจะลดผลตอบแทนของตั๋วเงินคลังให้ต่ำลง แต่ไม่สามารถรับรองได้ว่า ผู้ที่เข้ามาซื้อตั๋วเงินคลังทั้งที่เป็นรายย่อยและภาคเอกชนจะได้รับผลตอบแทนจากเงินต้นที่ลดลง เพราะในภาวะเงินฝืดการที่ทั้งราคาสินทรัพย์ ราคาสินค้า และค่าบริการลดต่ำลง ความกลัวเรื่องการผิดนัดชำระหนี้อาจจะกระตุ้นให้ผู้ออกหุ้นกู้ยังคงคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ต่างกับในภาวะปกติ ที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเคหะและผลตอบแทนของหุ้นกู้บริษัทเอกชนมีแนวโน้มที่จะขึ้น หรือลงไปในทางเดียวกับตั๋วเงินคลัง นอกจากนี้ บิสซิเนส วีก กล่าวถึงเครื่องมือที่ 2 อย่างไม่เห็นด้วยว่า แทนที่เฟดจะช่วยเศรษฐกิจผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวลง เฟดควรที่จะพยายามต่อสู้กับภาวะเงินฝืด ด้วยเครื่องมือที่ 3 นั่นคือ การเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เพื่อทำให้สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้น และสินค้าของอเมริกาก็จะมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นในตลาดโลก อย่างไรก็ดี การเลือกใช้เครื่องดังกล่าวมีความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดสงครามการค้า และการโต้ตอบจากประเทศอื่นด้วยการลดอัตราแลกเปลี่ยนลงเช่นกัน คำถามคือ ทำไมเฟดจึงไม่พูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความสามารถของตนในการรับมือกับปัญหาเงินฝืด แน่นอนว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเกมของความมั่นใจ เพราะถ้าผู้บริโภคและภาคเอกชนเชื่อว่าเฟดไม่มีกำลังพอที่จะจัดการกับปัญหาเงินฝืด เท่ากับว่าเฟดแพ้ตั้งแต่การต่อสู้ยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่ปล่อยให้เกิดความสงสัยว่าเฟดจะสามารถรับมือกับปัญหาเงินฝืดได้หรือไม่ !
|
| กลับหน้าแรก |