ดอกเบี้ยที่บิดเบี้ยว

โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร    ประจำวันที่  30 พฤษภาคม พ.ศ. 2545

คนไทยจำนวนไม่น้อยก้มหน้าก้มตาทำงาน เมื่อเก็บหอมรอมริบตลอดชีวิตได้เงินมาสักก้อน ก็ฝากเงินกับธนาคารโดยหวังได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย พอเลี้ยงดูตัวเองยามแก่เฒ่า เป็นค่ารักษาพยาบาลตอนสุขภาพเสื่อมถอย อย่างเดียวกับคนเกษียณอายุราชการที่รับเงินบำนาญแบบคงที่ หรือคนโชคไม่ดีเกิดตกงาน หรือมีงานทำไม่สม่ำเสมอ ต้องพึ่งพาดอกเบี้ยจากเงินเก็บเก่ามาประทังชีวิต

บรรดามูลนิธิเพื่อสังคมก็เช่นกัน ต้องอาศัยดอกเบี้ยที่ได้รับนำมาช่วยผู้ด้อยโอกาสผู้ทุกข์ยาก สนับสนุนเรื่องอาชีพและการศึกษาตามอุดมการณ์ขององค์กร

ยุคดอกเบี้ยเงินฝากอัตราสูงในอดีต กลุ่มคนดังกล่าวพออยู่ได้ แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยต่ำติดดินจึงพากันเดือดร้อน

จะให้ถอนเงินฝากจากแบงก์ไปลงทุนทางอื่น ไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะช่องทางมีจำกัด รัฐไม่ได้พัฒนาทางเลือกการออมให้หลากหลายมาแต่ต้น ผิดกับประเทศอื่นๆ ที่ก้าวหน้าทางการเงินมากนัก

จะหันไปลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือหุ้นกู้ในตลาดตราสารหนี้ หรือว่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ในภาวะปัจจุบันล้วนแล้วมีความเสี่ยงทั้งสิ้น ทั้งยังต้องขึ้นอยู่กับความรู้ความชำนาญของนักลงทุน ตลอดจนความสามารถและความโปร่งใสของผู้บริหารตลาดและผู้จัดการกองทุนอีกด้วยเคราะห์หามยามร้าย อาจสิ้นเนื้อประดาตัวซวยแบบ "คุณลุงช่วย มนุษย์ราดอึ" คนดังแห่งเมืองกาญจนบุรีก็เป็นได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเห็นใจจริงๆ

อย่าลืมว่าคนไทยเล่นหุ้นแค่ไม่กี่แสนคน น้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด 62 ล้านคน ผู้ที่มีส่วนร่วมในตลาดตราสารหนี้ยังอยู่ในวงแคบ การพัฒนาเพิ่งเริ่มต้น พันธบัตรของรัฐบาลแม้ออกในวงเงินสูงขึ้นเพื่อนำไปชดเชยงบประมาณขาดดุลนั้น มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็จริงอยู่ แต่ช่วยประชาชนได้จำกัด ไม่อาจกระจายโอกาสทั่วถึงได้

ดังนั้น นโยบายดอกเบี้ยต่ำของรัฐ รวมถึงการกดดอกเบี้ยเงินฝากอัตราต่ำของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ "ผู้ออม" จำนวนมากหมดทางไป เท่ากับถูก "มัดมือชก" โดยปริยาย

มีตัวเลขยืนยันถึงผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยนับล้านคนทั่วประเทศ ดังเห็นได้จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า สิ้นปี 2544 เงินฝากบัญชีละไม่เกิน 1 แสนบาทมีรวม 43.4 ล้านบัญชี คิดเป็น 91.3% ของบัญชีเงินฝากทั้งสิ้นในระบบธนาคาร (47.5 ล้านบัญชี) หากนับเฉพาะบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ตกอยู่ 34.6 ล้านบัญชี หรือ 72.8% หากไล่เรียงถึงคนชั้นกลาง เงินฝากบัญชีละ 1 แสนบาท ขึ้นไปจนถึงไม่เกิน 1 ล้านบาท มีร่วม 3.4 ล้านบัญชี หรือ 7.2%

ผู้ฝากออมทรัพย์เกือบ 35 ล้านบัญชีนั้น มียอดเงินฝากรวม 2.1 แสนล้านบาท

ปลายเดือนเมษายน 2545 ธนาคารพวกลูกครึ่งสามแห่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ได้แก่ ธนาคารเอบีเอ็น แอมโร เอเชีย ธนาคารยูโอบีรัตนสิน และธนาคารสแตนดาร์ดชาเตอร์ดนครธน แนวโน้มอันใกล้นี้ ไม่ช้าก็เร็ว ธนาคารแห่งอื่นๆ คงจะทยอยปรับลดตาม

เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยกล่าวว่า ดอกเบี้ยในระบบยังปรับลดได้อีก 0.25%

ธนาคารเอเชียปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เหลือเพียง 1.25% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์การเงินไทย หากเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ 1.5% (ตัวเลขคาดการณ์โดยทางการเฉลี่ยในปี 2545) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะติดลบถึง 0.25%

ขณะนี้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์สูงสุด 1.75% ใกล้เคียงอัตราเงินเฟ้อ ถ้านำภาษีดอกเบี้ยเงินฝากหักออก 15% สำหรับดอกเบี้ยรับเกิน 2 หมื่นบาท เท่ากับผู้ฝากไม่ได้อะไรเลยแถมยังต้องติดลบอีกด้วย

ในช่วงปี 2532-2535 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ตกราว 7-10% ขณะที่เงินเฟ้อ 4-5% อัตราดอกเบี้ยแท้จริง จึงเท่ากับ 3-5% นับว่ามีผลดีต่อผู้ฝากรายย่อยมากกว่าตอนนี้อย่างเห็นได้ชัด

รัฐบาลปัจจุบันบอกให้ย้ายเงินไปฝากธนาคารของรัฐ ได้ดอกเบี้ยอัตราสูงกว่า พอช่วยผ่อนคลายปัญหาบ้าง แต่หากมีการกำกับธนาคารพาณิชย์อย่าเอาเปรียบประชาชนเกินไป จะเป็นการแก้ไขได้ตรงจุด เป็นการดีกว่ามาก

ในตอนแรกก็เห็น ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีท่าทีขึงขังเอาจริงเมื่อสามธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไป โดยเห็นว่าธนาคารพาณิชย์ควรมีความรับผิดชอบ คำนึงถึงผลกระทบทางสังคมกันบ้าง นายกรัฐมนตรีถึงกับกล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ควรใส่ใจความรู้สึกผู้ฝากเงินด้วย เพราะเงินกว่า 1.38 ล้านล้านบาทจากผู้เสียภาษี ได้ช่วยกู้วิกฤตการณ์ภาคการเงินการธนาคาร โดยผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน นี่ยังไม่นับรวมภาระดอกเบี้ยอีกมากมาย คำกล่าวนี้มีนัยว่าธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายเป็นหนี้บุญคุณประชาชน (The Nation, April 29, 2002, p.1)

จึงเท่ากับตอกย้ำสภาพความเป็นจริงจากนายกรัฐมนตรี แต่บรรดานายแบงก์จะมีความรู้สึกรู้สาประการใด มิอาจทราบได้ ผ่านมาห้าปีดูกระเดียดไปทาง "เฉยเมยไร้น้ำจิตน้ำใจ" ซะมากกว่า

พอมาตอนหลัง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีท่าทีแปรเปลี่ยนไปจากตอนแรก โน้มเอียงไปทางผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ออกมาอ้าง "ดอกเบี้ย" เป็นไปตาม "กลไกตลาด"

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า "การปรับดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝาก เป็นอิสระของแบงก์ที่สามารถจัดการได้ เพราะเราเป็นประเทศเสรีนิยมไม่ใช่สังคมนิยม" (กรุงเทพธุรกิจ 19 เมษายน 2545)

พูดอย่างนี้ย่อม "เข้าทาง" แบงก์หมด เพราะต่างอ้างเงินล้น จึงต้องลดดอกเบี้ยลง

สุ้มเสียงผู้ว่าการ ธปท.บ่งบอกให้ประชาชนตาดำๆ รู้ว่า แบงก์เอกชนเล่นบท แต่ทางการปล่อยวาง ใน "ความเป็นเสรีนิยม" รัฐไม่ยุ่งเกี่ยว อะไรทำนองนั้น

ขอถามให้ระคายเคืองใจกันสักหน่อยเถอะว่า หลายเรื่องหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา ธปท.มิใช่หรือที่เข้าไปจัดแจง เช่น การสั่งปิดสถาบันการเงิน การกำหนดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ ฯลฯ

และเพราะ "ลัทธิเสรีนิยม" เต็มที่หรือเปล่า? จน "ฟองสบู่" แตกกระจาย ล่มสลายลงมาเนื่องเพราะ ธปท.กลัว "กลไกตลาด" มากเกินไปหรือไม่

ในหลักเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องชัดเจนอยู่แล้ว หากกลไกตลาดบิดเบือน ทางการมีความชอบธรรมที่จะเข้าแทรกแซง เพื่อให้กลไกตลาดทำงานได้ดีกว่าเดิมใช่หรือไม่

ไม่ผิดกติกาตรงไหน ภายใต้ระบบทุนนิยมเสรี!

ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า ตลาดเงินไทยอยู่ในสภาพการณ์ไม่ปกติ ดอกเบี้ยจึงไม่สะท้อนระดับที่ควรจะเป็น การที่ ธปท.นิ่งเฉย มองเพียงแค่อุปสงค์-อุปทานของเงินในแต่ละแบงก์ ทั้งที่ระบบใหญ่มีความผิดปกติ จะเป็นการพิจารณาแบบคับแคบไปหน่อยหรือไม่?

ดอกเบี้ยเงินกู้ควรมีอัตราต่ำลงกว่านี้ และขณะเดียวกันดอกเบี้ยเงินฝากควรเขยิบสูงขึ้น ช่วงห่าง (Spread) ระหว่างสองอัตราจะแคบเข้าหรือต่ำลง ยิ่งต่ำก็ยิ่งดี ตรงนี้ควรเป็นเป้าหมายหลักตลอดไปในการพัฒนาภาคการเงินไทย ให้มั่นคง จึงจะเป็นการดีต่อผู้ประกอบการสามารถกู้ในต้นทุนต่ำลง จูงใจให้กระตุ้นเศรษฐกิจยิ่งขึ้น ผู้ออมจะมีรายได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น นำมาใช้จ่ายบริโภคเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง การสร้างงานสร้างรายได้จะตามมา คุณภาพชีวิตคนไทยจะดีขึ้น เงินล้นแบงก์จะถูกระบายออกไป หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) จะลดลง ระบบธนาคารจะมั่นคงขึ้น

แต่ทว่าในความเป็นจริง ช่วงห่างหรือส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ไทย ค่อนข้างห่างมาก ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1.25-3% อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ 7-8.75% แต่บวกอีก 1-4% จึงเท่ากับ 8-12.75% ทำให้มีส่วนต่างสูงถึง 6.75-9.75%

ขณะที่ตลาดเงินต่างประเทศส่วนต่างราว 1-3% โดยเฉพาะตลาดเงินยูโรดอลลาร์ที่ก้าวหน้ามักต่ำกว่า 1% ด้วยซ้ำ

ยอมรับกันหรือยังว่า ส่วนต่างที่ห่างกว่าที่ไหนๆ ในโลกนี้ เป็นมาช้านานแล้วทั้งก่อนและหลังวิกฤต คือปัญหาเชิงโครงสร้างอันอ่อนแอของระบบการเงินไทย แสดงถึง "การบริหารต้นทุน" ของระบบธนาคารมีปัญหา ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เมื่อต้นทุนสูงจึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูง และดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเกินไป

ยิ่งไปกว่านี้ "ตลาดเงิน" ไทย มิใช่ "ตลาดแข่งขัน" มากนัก กลไกตลาดจึงมิอาจทำงานสมบูรณ์แบบได้ มีความผิดเพี้ยน โดยพฤตินัยเป็นลักษณะ "ผูกขาด" หรือ "กึ่งผูกขาด/กึ่งแข่งขัน" มากกว่า ไม่เช่นนั้นการจัดสรรสินเชื่อให้บริษัทในเครือข่าย ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง นักการเมือง อย่างไม่ยึดหลักวิชาการ ขาดความโปร่งใส จะเกิดได้หรือ? "ฟองสบู่" จากอสังหาริมทรัพย์จากหุ้น จะก่อตัวขึ้นได้อย่างไร?

การให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง "สองขา" (ทั้งเงินกู้-เงินฝาก) ตามที่รัฐเรียกร้อง มิได้หมายความว่า "เป็นธรรม" กับผู้ฝากเงินแล้ว เพราะรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ที่แบงก์ได้รับลดลง กลับชดเชยโดยผลักภาระมายังผู้ฝาก กดดอกเบี้ยเงินฝากให้ต่ำลง อย่างน้อยในเปอร์เซ็นต์เท่ากันหรือมากกว่า แบงก์จึงไม่เสียอะไร มีแต่ได้กับได้

ไตรมาสแรกปี 2545 นี้ ระบบธนาคารมีกำไร 9.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปี 2544 กว่า 400% เหตุผลประการหนึ่งเป็นเพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำรวมอยู่ด้วย

ถึงแม้ขณะนี้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ แต่ก็ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร ภาคผู้ประกอบการยังย่ำแย่อยู่ กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมทำงานเพียง 50% เศษ เงินจึงล้นแบงก์อยู่ร่วม 6 แสนล้านบาท

ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคยุครัฐบาลแนวทางไอเอ็มเอฟ ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูงมากต่อเนื่องนานเกินไป(เกือบ 20 เดือน) เพื่อให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ จึงต้องแลกหรือสูญเสียอย่างสำคัญ ต่อการล้มละลายของผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย เพราะสู้ดอกเบี้ยเงินกู้แพงหูฉี่ไม่ไหว เกิดวิกฤตว่างงาน ส่งผลให้ทั้งภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจการผลิตจริงทั้งคู่อ่อนแอลงรวดเร็วถึงปัจจุบัน

จึงควรพลิกฟื้นภาคการผลิตในแนวทางใหม่ เน้นไปยังเศรษฐกิจภาคประชาชนโดยเฉพาะคนชั้นกลางชั้นล่าง ผู้ประกอบการรายย่อย คนค้าขายในต่างจังหวัด ธนาคารพาณิชย์ควรแก้ไขเรื่องการบริหารต้นทุนให้ต่ำลงอย่างจริงจัง อย่างมืออาชีพระดับสากล ควรสร้างวัฒนธรรมการบริหารในกรอบใหม่ ใกล้ชิดกับสังคมมากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ "ค้าเงิน" ลูกเดียว ไม่ "ยั่งยืน" หรอกครับ เพราะ "ธนาคาร" กับ "สังคม" นั้นแยกกันไม่ออก ควรวางกรอบใหม่ๆ บ้าง จัดมาตรฐานเกณฑ์กำหนดมองหาลูกค้ารายใหม่คุณภาพดีมีความรับผิดชอบสูงบ้าง อาจเป็นคนรุ่นใหม่หรือผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย เป็นต้น ถ้าไม่กล้าปล่อยกู้ คิดแบบเก่าๆ เกร็งเกินไป คงจะซังกะตายอยู่กับที่แบบเดิมๆ นั่นแหละ

ภาคประชาชนผู้ออมรายย่อยควรตื่นตัว ดอกเบี้ยต่ำขนาดนี้กระทบท่านอย่างไม่ต้องสงสัย การพัฒนากลุ่มคุ้มครองผลประโยชน์ผู้บริโภค "โดยผู้บริโภค-ของผู้บริโภค-เพื่อผู้บริโภค" ให้เกิดพลังคะคานกับความไม่ถูกต้อง เป็นความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย

รัฐบาลควรเร่งพัฒนาเพิ่มทางเลือกในการออมให้แก่ประชาชนวงกว้างในหลายรูปแบบ เช่น ควรส่งเสริมสถาบันออมทรัพย์แบบใหม่มากขึ้น แก้ไขกฎหมายยกระดับสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการให้มีบทบาทเป็นแหล่งเงินทุนในต่างจังหวัดสำหรับผู้ลงทุนขนาดเล็ก กระจายอำนาจทางการเงินพัฒนาสหกรณ์ออมทรัพย์ชุมชนเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ จัดตั้งและพัฒนาธนาคารอิสลาม สร้างสำนึกรักการออมในหมู่เยาวชน ลดละ "บริโภคนิยม" ลงไป ยกเลิกการค้ำยันเงินฝากทุกบาทโดยรัฐพร้อมกับเร่งจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากตามมาตรฐานสากลขึ้น ยกเลิกปรัชญาอุ้มสถาบันการเงินล้มไม่ได้แม้ขาดประสิทธิภาพก็ตามเสียที ควรแถลงความคืบหน้าผลการดำเนินงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย(บสท.) ทุกๆ 2-3 สัปดาห์ต่อสาธารณะ เพื่อแสดงประสิทธิภาพและความโปร่งใสทุกขั้นตอน

เฉพาะหน้านี้ควรให้มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบพิเศษ กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าทั่วไป สำหรับบรรดามูลนิธิเพื่อสังคม และประชาชนรายได้น้อย ที่มีเงินฝากน้อย ควรยกเว้นไม่จัดเก็บภาษีดอกเบี้ยแก่ผู้มีรายได้จากดอกเบี้ยไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท อย่างน้อยก็พอเยียวยาได้บ้างในยุค "ดอกเบี้ยต่ำ"

กระทรวงการคลัง และ ธปท. ควรกำกับจริงจังในกรอบใหม่ ไม่ให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทำหรือเสริมกิจการผูกขาดในระบบตลาดเงินและภาคการผลิตทุกรูปแบบ

ที่สำคัญควรยกเลิกประกาศของ ธปท. ซึ่งให้ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้กำหนดและประกาศอัตราดอกเบี้ยโดยลำพังทันที แล้ว ธปท.พิจารณากำหนดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยกู้กับฝากใหม่ให้เหมาะสมเสียเอง โดยรับฟังเสียงประชาชนมากขึ้น

เพื่อหยุดยั้งการ "บิดเบี้ยว" ของ "ดอกเบี้ย" ในตลาดเงินไทยเสียที ถือเป็นการต่อลมหายใจของประชาชน ให้มีแรงมีพลังไปกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่รัฐอยากจะเห็น ไม่ดีหรือครับ

 

กลับหน้าแรก