|
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และความเป็นจริง คอลัมน์เวทีทัศนะ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ผู้จัดการรายวัน วันที่ 29 มีนาคม 2545 หน้า 9 ในจำนวนสังคมศาสตร์ด้วยกัน วิชาเศรษฐศาสตร์อาจจะอ้างได้ว่า มีความเป็นศาสตร์ใกล้เคียงวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่ง พฤติกรรมของมนุษย์ที่พบเกี่ยวกับ เรื่องเงินตรา การตัดสินใจ การจับจ่ายใช้สอยหรือการลงทุน และอื่นๆ จะถูกกำหนดกฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าศาสตร์อื่นๆ พื้นฐานของความเชื่อดังกล่าวก็คือ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมบนฐานของเหตุและผลเมื่อเกี่ยวกับผลประโยชน์อันสำคัญคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นต้นว่า เมื่อราคาสินค้าสูงสุดคนก็จะใช้สินค้านั้นน้อยลง แต่เมื่อสินค้าดังกล่าวราคาต่ำลงคนก็จะซื้อมากขึ้น และยังมีสุภาษิตชาวอีสานบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า ในโลกไม่มีเมืองคนบ้า แม้โลกจะมีคนบ้าก็ตาม ตัวอย่างของเมืองคนบ้าหมายความว่าในเมืองนั้นมีร้านค้าขายสินค้าเหมือนกัน คุณภาพเท่ากัน ทุกอย่างเหมือนกันหมด ร้านที่ 1 ขายราคาชิ้นละ 20 บาท อีกร้านหนึ่งขายราคา 10 บาท เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นนอกจากเหตุผลพิเศษ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง อะไรที่มันดีจนเกินคาดไม่น่าจะมีอยู่จริง (Too good to be true) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เป็นทฤษฎีที่เอามาจากข้อเท็จจริงและจากตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและมาสร้างเป็นทฤษฎี ในการสร้างทฤษฎีนั้นจะต้องมีข้อสันนิษฐาน โดยข้อสันนิษฐานดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขของทฤษฎี ดังนั้น ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรในทางวิชาเศรษฐศาสตร์ จึงมีแนวโน้มที่จะจับตัวแปรอื่นให้นิ่ง (ceteris paribus หรือ other things being equal) ตัวอย่างเช่น ถ้าเปิดให้มีการค้าแบบเสรี มือใครยาวสาวได้สาวเอา มีการแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ราคาสินค้าจะถูกลง ซึ่งเป็นเรื่องของทฤษฎี การที่สินค้าจะถูกลงตามทฤษฎีนั้นจะต้องจับตัวแปรอื่นให้นิ่ง กล่าวคือ ไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีแนวโน้มที่จะผูกขาดการผลิตจนเหลือเพียงไม่กี่เจ้า หรือแม้จะมีผู้ผลิตหลายเจ้าแต่ก็มีการตกลงกันที่เรียกว่าฮั้วเช่นกลุ่มโอเปก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน การค้าเสรีก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น ตัวแปรในเรื่องการฮั้วซึ่งนอกเหนือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ก็ทำให้ทฤษฎีการแข่งขันโดยเสรีตามกลไกของตลาดเกิดขึ้นไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดอีกตัวหนึ่งก็คือ การแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบ จะทำให้ราคาสินค้าเป็นราคาที่ถูกต้องตามหลักอุปสงค์และอุปทาน กล่าวคือ มีการผลิตสินค้าอย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรขวางกั้น ราคาสินค้าก็จะลงจุดดุลยภาพพอดี จาก 15 บาท ค่อยๆ ลดลงเหลือ 13 บาท 8 บาท จนถึง 7 บาท เนื่องจากจำนวนอุปสงค์อุปทานจะเป็นตัวกำหนดราคา แต่การแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบดังกล่าวมีเฉพาะที่เป็นนามธรรม และในทางตำราเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ตัวอย่างที่เป็นของแท้แทบจะมองไม่เห็น จะมีใกล้เคียงก็เช่นในหมู่บ้านเล็กๆ มีการจับปลาทะเลขึ้นมามาก และปลานั้นๆ ก็ไม่สามารถจะส่งที่อื่นได้ ราคาปลาซึ่งมีการแข่งขันกันอย่างมากมายหลายเจ้าก็อาจจะลงมาที่ราคาพอดิบพอดี ซึ่งคุ้มค่าใช้จ่ายและมีกำไรบ้างเล็กน้อยอย่างยุติธรรมเช่น 5% เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงก็มีความพยายามทำลายอุปทาน เช่น ญี่ปุ่นจ่ายเงินให้ชาวนาให้ปลูกข้าวน้อยลงราคาจะได้ไม่ตก หรือสหรัฐฯ ซื้อข้าวสาลีไปทิ้งทะเล หรือประเทศไทยเอาลูกไก่ไปทิ้งทะเลเพื่อรักษาราคา โดยการแทรกแซงกับการผลิตหรืออุปทานให้สอดคล้องกับอุปสงค์โดยมีการกำหนดราคาไว้ล่วงหน้า นี่คือตัวอย่างที่เห็นชัดว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เป็นเฉพาะทฤษฎีที่เป็นนามธรรม แต่ในรูปธรรมมีการจัดการ (manipulate) โดยผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและในระดับการค้าระหว่างประเทศ ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ทฤษฎีที่ว่าอุปสงค์มีเท่าไหร่อุปทานก็จะตอบสนอง กล่าวคือ ความต้องการสินค้าในตลาดมีเพียงใด ก็จะมีการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองต่อ ความต้องการดังกล่าว แต่นักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ Say กล่าวไว้ว่า อุปทานนำไปสู่อุปสงค์ ซึ่งหมายความว่าส่วนใหญ่มีการผลิตสินค้าขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่มีอุปสงค์ แต่พยายามชักจูง ให้มีอุปสงค์ด้วยวิธีการโฆษณาสินค้า โดยหลายๆ ส่วนเป็นสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นแต่ก็ปลุกเร้าความรู้สึกและค่านิยมเพื่อให้คนแห่เข้าไปซื้อสินค้านั้นๆ โดยบางครั้งก็เป็นการบิดเบือนค่านิยม จูงใจผู้ซื้อด้วยดาราภาพยนตร์ และคนมีชื่อเสียง ทำให้เกิดอุปสงค์ขึ้นจึงเป็นอุปสงค์ที่สร้างขึ้นด้วยอุปทาน เป็นกระบวนการที่กลับกันของอุปสงค์และอุปทานเพราะเป็นอุปทานที่นำไปสู่ความพยายามสร้างอุปสงค์ ทฤษฎีที่ว่าเมื่อนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งลงทุนร่วมกันในอุตสาหกรรมหรือการค้า หรือที่เรียกกันว่าการร่วมทุน ในส่วนนี้จำเป็นต้องยอมรับความเหลื่อมล้ำของการแจกแจงรายได้ เพราะถ้ามีการแจกแจงรายได้เท่ากันทุกคนก็ไม่สามารถจะร่วมทุนกันได้เป็นก้อนใหญ่เพื่อการลงทุน และยังมีความเชื่อต่อไปว่า เมื่อเกิดการลงทุนและเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและธุรกิจ ความจำเริญทางเศรษฐกิจและกำไรดังกล่าวก็จะไหลหยดลงสู่เบื้องล่างเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อคนที่มีฐานะต่ำกว่า หรือที่เรียกว่า the trickle-down effect กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อคนรวยกลุ่มหนึ่งรวยขึ้น คนจนก็จะรวยตาม ประเด็นที่สำคัญก็คือ แม้จะเป็นความจริง สัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้นในหมู่คนจนย่อมน้อยกว่าสัดส่วนของคนรวย แม้ตัวเลขกลมๆ คนรวยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ที่สำคัญก็คือหลังจากการพัฒนาเศรษฐกิจมากว่า 40 ปี จำนวนคนจนในประเทศไทยมีกว่า 10 ล้านคน ซึ่งถือว่าเพิ่มมากขึ้น ทฤษฎี trickle-down effect จึงไม่เป็นความจริงในแง่รูปธรรม ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เงินออมจะเกิดขึ้นถ้าดอกเบี้ยเงินฝากสูง กล่าวคือ คนจะเอาเงินไปฝากธนาคารเพื่อกินดอก ทฤษฎีดังกล่าวมีข้อสันนิษฐานว่ารายได้ของคนมีสูงกว่ารายจ่าย แต่ในความเป็นจริงมีคนเป็นจำนวนมากที่รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะฉะนั้นในกลุ่มคนเหล่านี้จะไม่มีเงินออมทั้งสิ้น โดยไม่มีความเกี่ยวพันกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแต่อย่างใด เงินออมจะเพิ่มขึ้นจึงขึ้นอยู่กับรายได้ของผู้ซึ่งมีรายได้ประจำ โดยต้องมีรายได้มากพอจนสามารถจะออมได้ ในแง่อัตราดอกเบี้ยนั้นมีทฤษฎีที่สำคัญคือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำก็มีแนวโน้มที่จะกู้เงินเพื่อจับจ่ายใช้สอย หรือกู้เงินเพื่อนำไปลงทุนในโครงการธุรกิจ แต่ถ้าดอกเบี้ยเงินกู้สูงการลงทุนก็จะลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม แม้อัตราดอกเบี้ยจะสูงแต่ถ้าโอกาสของการทำกำไรมีมากก็ยังคงมีการลงทุนต่อไป ทั้งนี้เป็นตัวแปรนอกเหนือจากเรื่องดอกเบี้ยแต่มาจากบรรยากาศและโอกาสของการทำไร ในทางกลับกัน แม้อัตราดอกเบี้ยจะต่ำแต่ถ้าโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ดี ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนนหนทางไม่ดี ด้อยพัฒนา ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ผลจากอัตราดอกเบี้ยต่ำจะไม่ช่วยกระตุ้นการลงทุนแต่อย่างใด หรือในแง่จิตวิทยาถ้าเกิดความไม่เชื่อมั่นในสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจ แม้อัตราดอกเบี้ยจะลดลงเหลือเพียง 2% การลงทุน ก็จะไม่เกิดผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าธนาคารพาณิชย์ไม่มั่นใจในสภาพเศรษฐกิจก็จะไม่ปล่อยกู้เพราะกลัวที่จะเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จนเกิดกับดักสภาพคล่อง ดังนั้น ในรัฐบาลชุดก่อนพยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ยแต่การพยายามก็ไม่เกิดผล และนี่คือตัวอย่างของการใช้ทฤษฎีโดยไม่เข้าใจสภาพแวดล้อม ซึ่งย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ในกรณีที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคมมีครบถ้วนทุกประการ เช่น โอกาสของการทำกำไรมีสูง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี อัตราดอกเบี้ยอยู่ในขั้นที่ผู้ประกอบการจะทำกำไรได้ แต่ถ้าสภาวะทางการเมืองมีความไม่แน่นอนและไร้เสถียรภาพ ข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง กฎหมายเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิการประกอบธุรกิจ ขาดการบังคับใช้ แม้ตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคมจะเอื้ออำนวย แต่ตัวแปรทางการเมืองและการบริหารก็จะเป็นอุปสรรค การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยมาตรการนโยบายการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ยจะไร้ผลอย่างสิ้นเชิง
ระบบการค้าเสรีซึ่งมีการอ้างเป็นคัมภีร์ของโลกยุคโลกาภิวัตน์นั้น ได้กลายเป็นทฤษฎีทางเศรษฐกิจที่สำคัญก็คือ ระบบการค้าเสรี กลไกของตลาด ต่อต้านการสนับสนุนการค้าโดยองค์กรของรัฐ ต่อต้านการทุ่มตลาด ต่อต้านการลดต้นทุนการผลิตด้วยการละเลยต่อสภาพแวดล้อม ฯลฯ ได้ถูกนำมากล่าวอ้างอย่างบ่อยครั้งที่สุดในเวทีการค้าระหว่างประเทศ แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบก็คือ การค้าเสรีที่กล่าวอ้างนั้นเสรีจริงๆ หรือ หรือเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศที่ได้เปรียบ ตัวอย่างเช่น แรงงานก็คือบริการซึ่งถือเป็นสินค้าตัวหนึ่ง คำถามคือ สหรัฐอเมริกาซึ่งชอบอ้างการค้าเสรี จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานไทยเข้าไปทำงานหรือไม่อย่างเสรีในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคการเกษตร บริษัทไทยสามารถไปเปิดร้านค้าที่ประเทศญี่ปุ่นได้อย่างเสรีหรือไม่ เท่าๆ กับญี่ปุ่นทำการค้าอย่างเสรีในประเทศไทย คัมภีร์การค้าเสรีอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีการกล่าวได้ในลักษณะสากล กลับมีการปรากฏของการกระทำที่เป็นสองมาตรฐานตลอดเวลา
ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เป็นกลไกเบื้องต้นของการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ โดยจับตัวแปรอื่นให้นิ่ง แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ การประกอบธุรกิจก็ดี การแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคก็ดี จะต้องใช้ทั้งศาสตร์และทั้งศิลป์เท่าๆ กัน ศาสตร์คือความแม่นยำในทฤษฎี ศิลป์คือความสามารถในการวิเคราะห์เจาะลึก ทำความเข้าใจต่อสภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยีของภูมิภาคและของโลก ขณะเดียวกันทำความเข้าใจกับสภาพการเมือง การบริหาร โครงสร้างสังคม ค่านิยม วัฒนธรรม สภาวะทางจิตวิทยาของผู้ผลิตและผู้บริโภคภายในประเทศ บนฐานแห่งความเข้าใจตัวแปรที่ไม่ใช่ตัวแปรเศรษฐกิจอย่างถูกต้องจะทำให้การนำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้อย่างสัมฤทธิผล ปัญหาก็คือ ในสังคมมักจะมีผู้ซึ่งรู้แต่ทางทฤษฎีแต่ขาดประสบการณ์ทางการปฏิบัติ หรือรู้และมีประสบการณ์ทางการปฏิบัติแต่ขาดทฤษฎี หรือรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติแต่รู้ไม่จริงไม่ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ปฏิบัติหลายครั้งหลายคราวจึงเป็นผู้ที่รู้น้อยที่สุด ผลเสียที่ตามมาก็คือการแก้ปัญหาที่สำเร็จเพียงครึ่งทาง หรือล้มเหลว ผู้บริหารประเทศต้องมีความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง ต้องวางนโยบายที่เหมาะกับจังหวะและเวลา ที่สำคัญต้องมีความมุ่งมั่นทางการเมืองและมีความกล้าหาญ การเป็นนักปกครองบริหาร หรือนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง |
| กลับหน้าแรก |