บุคคลแห่งปีของโลกการเงิน

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2545

ขวบปีที่ผ่านมา แทบหาผู้นำในโลกธุรกิจ ที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ ระดับพระกาฬ จนสามารถนำมาขึ้นทำเนียบ นักธุรกิจที่มีความโดดเด่นแห่งปี 2545 แทบไม่ปรากฏเป็นข่าวเลย ตรงกันข้าม กลับมีแต่ผู้นำทางธุรกิจ และเศรษฐกิจ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ในประชาคมโลก เพราะก่อเรื่องอื้อฉาว หรือไม่ก็ตกเป็น เหยื่อมรสุมการเมือง ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่ง 

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะช่วงปี 2545 เป็นปีแห่งความวุ่นวายสับสน, เป็นปีแห่งความฉาวโฉ่ และเป็นปีแห่งความยากลำบากของธุรกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐก็เป็นได้

1.พอล โอนีล : อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ

นายโอนีล ก้าวลงจากตำแหน่งขุนคลังสหรัฐ ในสิ้นปี 2545 หลังจากประสบความล้มเหลวในการแสดงวิสัยทัศน์ให้สอดคล้องกับนโยบายดอลลาร์และรัฐบาล ซึ่งแม้ว่าขุนคลังรายนี้จะเป็นผู้มีบทบาทในการทำนโยบายลดภาษีมูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ และทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจรัฐบาลบ่อยครั้งก็ตาม

แต่บางครั้ง วิสัยทัศน์ของโอนีล ก็แตกต่างจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายอื่นๆ หรือแม้กระทั่งตัวประธานาธิบดีเอง ในภาวะที่ประเทศต้องการผู้นำด้านการเงินที่แข็งแกร่ง และจำเป็นต้องได้ผู้ทำงานด้านเศรษฐกิจที่มีความเห็นสอดคล้องเป็นเสียงเดียวกัน

มิหนำซ้ำ นายโอนีลยังถูกมองว่าเป็นปรปักษ์กับเศรษฐกิจเกิดใหม่ในละตินอเมริกา เช่น กรณีล่าสุดที่ออกมาแสดงความเห็นเป็นนัยว่า ความช่วยเหลือใดๆ ที่จะมีต่ออาร์เจนตินา บราซิล และอุรุกวัย อาจไปลงเอยอยู่ที่บัญชีเงินฝากในธนาคารสวิส เท่ากับฟ้องว่านายโอนีลไม่ได้เป็นมิตรกับละตินอเมริกา ซึ่งสวนทางกับท่าทีของรัฐบาลสหรัฐ

2.มาซารุ ฮายามิ : ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ)

ขุนคลังวัย 67 ที่กำลังจะหมดวาระในเดือน มี.ค.2546 ผู้นี้ มักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียๆ หายๆ ในเรื่องความมีอิสระของบีโอเจ ที่ถูกลดทอนให้น้อยลงไป เพราะปล่อยให้การเมืองเข้าแทรกแซงการดำเนินนโยบาย

นายฮายามิ เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าบีโอเจในเดือน มี.ค.2542 และวาระการดำรงตำแหน่งจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค.2546 พร้อมกับการประกาศยุค "ดอกเบี้ย 0%" เพื่อขยายนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพได้

สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นภายใต้การบริหารงานของนักการเมืองสายปฏิรูปอย่างนายจุนอิชิโร โคอิซูมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นนั้น มีเวลาเหลือน้อยเต็มทีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจตามที่ให้สัญญากับประชาคมไว้

ก่อนหน้านั้น ผู้ว่าการแบงก์ชาติแดนปลาดิบผู้นี้ เคยถูกโจมตีเรื่องที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ย ตามแรงกดดันของรัฐบาล ทำให้นักการเมืองหลายคนพยายามกดดันให้เขาลาออก แต่ในที่สุด นายฮายามิก็ต้องหันกลับมาใช้นโยบายดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ ตามคำชี้แนะของรัฐบาล

3.ฮาร์วีย์ พิตต์ : อดีตประธาน ก.ล.ต.สหรัฐ

หลังจากทนแรงกดดันไม่ไหว นายฮาร์วีย์ พิตต์ ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต่อประธานาธิบดีสหรัฐ โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเพราะความวุ่นวายปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นเบอร์ 1 ขององค์กรตรวจสอบตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมาตลอดเวลา 15 เดือน

แต่หลายฝ่ายเชื่อว่า น่าจะเป็นเพราะปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนมากกว่า เนื่องจากนายพิตต์ ไม่แจ้งให้กรรมการ ก.ล.ต.และทำเนียบขาวทราบความจริงว่า นายวิลเลียม เวบสเตอร์ ประธานคณะกรรมการผู้ตรวจสอบบัญชีบริษัทจดทะเบียนสหรัฐคนใหม่ เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะกรรมการผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัท ยูเอส เทคโนโลยีส์ อิงค์ ที่ถูกฟ้องร้องในคดีฉ้อโกงมาก่อน

พฤติกรรมของนายพิตต์ ทำให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคนหมดความเชื่อถือและไว้วางใจ แถมมาเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดเรื่องอื้อฉาวในคณะกรรมการผู้ตรวจสอบบัญชีชุดใหม่ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการกับบรรดาผู้ตรวจสอบบัญชีที่ไม่ซื่อตรงต่อวิชาชีพ และพยายามเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงินสหรัฐ หลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวในแวดวงธุรกิจหลายระลอก รวมทั้งกรณีการล้มละลายของบริษัท เอนรอน คอร์ป อดีตยักษ์ใหญ่ในวงการพลังงานสหรัฐ

4.แจ็ค กรับแมน : นักวิเคราะห์ดังจากซาโลมอน สมิธ บาร์นีย์

นายกรับแมน อดีตนักวิเคราะห์ภาคโทรคมนาคมชื่อดัง คือผู้โชคร้ายส่งท้ายปีเก่าตัวจริงเสียงจริง หลังจากถูกสั่งปรับเป็นเงิน 15 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งถูกห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักทรัพย์ตลอดชีวิต ถือเป็นการได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ

การสั่งปรับเงินเป็นการลงโทษครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากถูกผู้คุมกฎด้านการเงินของสหรัฐ ได้ฟ้องร้องนายกรับแมน ว่ามีพฤติกรรมฉ้อฉล ฐานไม่ยอมบอกให้นักลงทุนได้รับทราบว่ามีความเสี่ยงในการเข้าซื้อหุ้นวินสตาร์ คอมมิวนิเคชั่นส์ กำหนดเป้าหมายราคาหุ้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และส่งมอบรายงานวิจัยให้วินสตาร์ดูก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน

การยื่นฟ้องอดีตนักวิเคราะห์ของซาโลมอน สมิธ บาร์นีย์ ในข้อหาฉ้อฉลด้านหลักทรัพย์ครั้งนี้ ทำให้บรรดานักวิเคราะห์ที่คิดจะเชียร์หุ้นบริษัทที่เป็นลูกค้าวาณิชธนกิจของตน เกิดอาการเสียวสันหลังไปตามๆ และถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่เร่งให้ ก.ล.ต.และวาณิชธนกิจในวอลล์สตรีท หันมาร่วมมือกันปฏิรูปแนวทางการดำเนินธุรกิจการเงินอย่างมีจริยธรรมมากขึ้น

ต่อไปนี้ก็ได้แต่หวังว่า หลังจากฝ่ายตรวจสอบนโยบายของสมาคมดีลเลอร์หลักทรัพย์แห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอเอสดี) ดำเนินคดีกับนายกรับแมนแล้ว จะทำให้ข้อเขียนของบรรดานักวิเคราะห์ ซึ่งรวมถึงเมลเสียงและการสื่อสารทางอื่นกับนักลงทุน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงมากที่สุด

5.เคนเน็ธ เลย์ : ซีอีโอของเอนรอน คอร์ป

ถือเป็นผู้นำธุรกิจที่ฉาวโฉ่ที่สุดของปี 2545 ในฐานะที่นายเคนเน็ธ เลย์ เคยเป็นหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง (ซีอีโอ) ของเอนรอน คอร์ป อดีตบริษัทค้าพลังงานรายใหญ่ของโลก ที่ประกาศล้มละลาย แม้จะเป็นบริษัทที่ทำรายได้เข้าประเทศมากเป็นอันดับ 7 และยังได้รับความชื่นชมจากตลาดวอลล์สตรีท ว่าเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีด้วย

แต่น่าเสียดายที่บริษัทนี้ใช้โครงสร้างหุ้นส่วนที่ซับซ้อน ปกปิดหนี้สินมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งปัญหาการเงินอื่นๆ เพื่อให้บริษัทได้รับเงินสดและสินเชื่อ เพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ไม่นับรวมการแจ้งผลกำไรเกินจริง 580 ล้านดอลลาร์ มาตั้งแต่ปี 2540 ที่ทำให้ถูกสอบสวนจาก ก.ล.ต.สหรัฐ

นายเลย์ เป็นนักธุรกิจที่อาศัยสายสัมพันธ์ทางการเมืองรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เพื่อพยุงธุรกิจมาตลอด เรียกว่าเข้าถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลแทบทั้งสิ้น ไล่มาตั้งแต่ตัวประธานาธิบดีบุช นายดิค เชนีย์ รองประธานาธิบดี, นายจอห์น แอชครอฟท์ รัฐมนตรียุติธรรม ที่ต่อมาถอนตัวออกจากการสอบสวนคดีล้มละลายของเอนรอน เพราะปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน, นายโดนัลด์ อีแวนส์ รัฐมนตรีพาณิชย์, นายพอล โอนีล รัฐมนตรีคลัง และนายโดนัลด์ รัมสเฟลด์ รัฐมนตรีกลาโหม ที่มีรายชื่อติดอยู่ในกลุ่มผู้ถือหุ้นในเอนรอนเมื่อปีที่แล้ว จากจำนวนคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลบุชอย่างน้อย 15 คน

6.แจ็ค เวลช์ : อดีตซีอีโอของจีอี

เป็นผู้บริหารที่ขึ้นชื่อว่ามือสะอาดที่สุดในแวดวงธุรกิจแดนอินทรี แม้นายแจ็ค เวลช์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง จะลาออกจากจีอีไปแล้วในช่วงปลายปี 2544 แต่ก็ยังกลับมาโดดเด่นเป็นข่าวอีกครั้งในปี 2545 เพราะถูก ก.ล.ต.สหรัฐ ตรวจสอบผลประโยชน์จำนวนมหาศาลที่เขาได้ภายหลังเกษียณอายุงาน

ในปีสุดท้ายของการทำงาน นายเวลช์ วัย 66 ปี มีรายได้รายปีอยู่ที่ 107 ล้านดอลลาร์ ติดอันดับ 8 ของซีอีโออเมริกันที่มีรายได้สูงสุด ซึ่งรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ถูกนำมาเปิดโปงต่อสาธารณชน ระหว่างที่นางเจน เวลช์ ศรีภริยายื่นฟ้องต่อศาลขอหย่าจากนายเวลช์

แม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ว่า นายเวลช์ทำผิด แต่การตั้งข้อกังขาในเรื่องนี้ก็ส่อเค้าว่า จะทำให้ชื่อเสียงของนายเวลช์ ซึ่งถือเป็นบุคคลที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นต้นแบบของผู้บริหารบริษัทในยุคใหม่ ต้องด่างพร้อยไปพอควร

ผลสุดท้ายนายเวลช์ จึงตัดสินใจยุติข้อกังขาในเรื่องนี้ ด้วยการยอมจ่ายเงินค่าผลประโยชน์ที่ได้รับหลังเกษียณอายุคืนให้กับบริษัทปีละประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์

 

กลับหน้าแรก