|
สำรวจเศรษฐกิจเอเชีย
วีระ ธีรภัทร์ คม-ชัด-ลึก วันที่ 23-24 ธันวาคม พ.ศ. 2545 สำรวจเศรษฐกิจเอเชีย (1) วันที่ 25 ธันวาคม 2545 ผมคิดว่า ในเมื่อระบบเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเปิดกว้างสู่ระบบเศรษฐกิจโลก อย่างที่ได้ลำดับความให้ฟังก่อนหน้านี้แล้ว การประเมินเศรษฐกิจไทยย่อมหนีไม่พ้น ต้องมองความเป็นไปของเศรษฐกิจโลกไปพร้อมๆ กันด้วย สำหรับเรื่องของเศรษฐกิจสหรัฐนั้น เข้าใจว่าคุณๆ คงจะได้ทราบข่าวกันค่อนข้างบ่อยอยู่แล้ว ในขณะที่เศรษฐกิจยุโรปอาจจะมีคนพูดถึงอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่น แม้จะพูดกันมากแต่ก็เรียนตามตรงว่า เราเข้าใจกลไกของเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่มากพอเท่าที่ควร นั่นเป็นสามขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา แต่ถ้าหากจะเริ่มต้นสำรวจเศรษฐกิจรอบๆ ตัวแล้ว ผมอยากให้เราสำรวจเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเป็นสำคัญ เพราะในแง่ของภูมิภาคแล้ว มักจะไปไหนไปกัน ซึ่งนับวันก็จะมีสภาพเช่นที่ว่ามากขึ้นทุกที ปัญหาก็คือ จะตีกรอบเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียกันกว้างขวางมากน้อยขนาดไหน ตรงนี้ก็คงแล้วแต่จะเลือกกันตามความพอใจ แต่สำหรับผม ขอให้กรอบของธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นสำคัญ แม้บทบาทของธนาคารพัฒนาเอเชียจะไม่โดดเด่นเหมือนกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ที่เป็นที่กล่าวขวัญกันบ่อยๆ อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก ก็ตาม แต่ในแง่ความเชี่ยวชาญแล้ว ผมให้น้ำหนักธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี มากกว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย ก็เหมือนกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศอื่นๆ ที่จะมีการประเมินคาดหมายความเป็นไปในทางเศรษฐกิจ แต่จุดเน้น จะอยู่ในภูมิภาคเอเชียเป็นสำคัญ ที่จริงการแบ่งภูมิภาคเอเชียเป็นเขตเศรษฐกิจย่อยซอยลงไปเป็นส่วนๆ ก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน เพราะเขาจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มเอเชียตะวันออก (จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน เป็นสำคัญ) กลุ่มเอเชียกลาง กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม เป็นสำคัญ) และสุดท้ายเป็น กลุ่มเอเชียใต้ (อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน เป็นสำคัญ) เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารพัฒนาเอเชียได้ออกรายงานเศรษฐกิจที่มีการปรับข้อมูลล่าสุดแล้ว ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียทั้งมวล มีอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจร้อยละ 5.6 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวเลขเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับร้อยละ 5.0 จากที่เคยประเมินเอาไว้ก่อนหน้านี้ ตรงนี้ก็น่าสนใจ เพราะภูมิภาคเอเชียในปี 2545 ดูจะฟื้นตัวขึ้นมาอย่างน่าพอใจพอๆ กับน่าประหลาดใจ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐ ยุโรป รวมไปถึงญี่ปุ่นยังมีปัญหาทำให้การค้าและการลงทุนไหลเวียนมาในแถบนี้มากขึ้น แน่นอนว่างานนี้เป็นผลมาจากจีน ซึ่งเป็นตัวจักรกลที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าหากมองไปในข้างหน้าปี 2546 แล้วทางเอดีบีเองก็ยอมรับว่า มองเศรษฐกิจปีหน้าในขอบเขตทั้งภูมิภาคไม่ค่อยสดใสสักเท่าไร แถมยังต้องปรับลดประมาณการแต่เดิมที่ทำเอาไว้อีกต่างหาก เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย จะมีอัตราการขยายตัวโดยรวม ประมาณร้อยละ 5.6 เหตุผลที่นำมาอธิบายเรื่องนี้ก็คือ "...เราประเมินการเติบโตทางด้านการส่งออกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะตั้งเดือนมิถุนายนของปีนี้ แต่ในปีหน้าคิดว่า คงไม่สามารถรักษาแรงขับเคลื่อนได้เหมือนกับปีนี้..." อิซซาล อาลี หัวหน้าเศรษฐกรของธนาคารพัฒนาเอเชีย บอกให้รู้ถึงที่มาที่ไปของการปรับตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้ขึ้นไป และทำไมถึงปรับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีหน้า จากเดิมที่ทำเอาไว้ว่าอยู่ที่ระดับร้อยละ 5.7 ลงมาเล็กน้อยเหลือร้อยละ 5.6 แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียในปีหน้า แน่นอนว่ายังคงมาจากจีน ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนของต่างชาติเข้ามาในภูมิภาคนี้มากที่สุด แม้ว่าอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของจีนในปีหน้า จะชะลอตัวลงมาจากระดับร้อยละ 8.0 ในปีนี้ร้อยละ 7.2 ก็ตามที แต่ก็ต้องระมัดระวังด้วยว่า การคาดหมายเศรษฐกิจของจีนนั้น มีโอกาสจะผิดพลาดสูงทั้งในแง่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ เพราะระบบเศรษฐกิจของจีนยังเปิดตัวไม่เต็มที่ ไม่รวมการควบคุมนโยบายเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะรวมศูนย์ เคร่งครัด ว่ากันในปี 2545 เงินลงทุนทางตรงของต่างชาติที่ไหลบ่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจีน มีปริมาณมากมายมหาศาลถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็ไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องยอมรับว่า มหาศาลจริงๆ การจับตามมองความเป็นไปของจีน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการประเมินเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งก็จะค่อยๆ คุยให้ฟังไปตามลำดับ สำรวจเศรษฐกิจเอเชีย (2) วันที่ 26 ธันวาคม 2545 ถ้าหากจีนมีบทบาทต่อเศรษฐกิจเอเชียมากอย่างที่ผมได้คุยให้ฟังไปเมื่อวานนี้ อินเดียก็ไม่น่าจะเป็นชาติที่มองข้ามไปเหมือนกัน ในแง่จำนวนผู้บริโภค ขนาดของตลาดและความหลากหลายแล้ว อินเดียเป็นประเภทที่น่าสนใจ แต่ด้วยเหตุที่อินเดียก็ไม่ต่างจากจีนในแง่ระบบเศรษบกิจยังกึ่งปิดกึ่งเปิดอยู่ ก็เลยเป็นงานหนัก สำหรับบ้านเราที่จะไปเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจอินเดียเมื่อเทียบกับจีน และก็ยังน่าสงสัยว่าการเจาะตลาดในเอเชียใต้ด้วยการบุกบังกลาเทศที่รัฐบาลดำเนินอยู่ในขณะนี้ จะสัมฤทธิ์ผลหรือเปล่าในอนาคตอันยาวไกล แต่ในอนาคตอาจจะต้องพินิจพิจารณาอินเดียในทางเศรษฐกิจการค้ามากขึ้นครับ ในปีนี้อินเดียไม่ประสบความเสียหายจากช่วงที่มีมรสุม ปริมาณนํ้าฝนอยู่ในระดับปกติและตรงนี้จะทำให้ผลผลิตทางด้านเกษตรกรรมของอินเดียในปีหน้า น่าจะดีขึ้นและส่งผลให้มีความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น ตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากภาคเกษตรกรรมที่ส่งผลดี คาดหมายว่าอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของอินเดียในปี 2546 ก็น่าจะยืนอยู่ในระดับร้อยละ 5.5 ได้ไม่ยากนัก แม้ว่าตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียในระดับนี้จะเป็นการปรับลดลงจาก ประมาณการเดิมที่ทำไว้ แต่ถ้าหากพิจารณาย้อนกลับไปดูการขยายตัวของเศรษฐกิจ อินเดียอยู่ในระดับร้อยละ 5.4 ในปี 2544 ร้อยละ 5.0 ในปี 2545 นี้ การขยายตัวในปี 2546 ในระดับที่อยู่ระหว่างร้อยละ 5-6 ก็ต้องถือว่าค่อนข้างจะดีด้วยซํ้าไป เพราะสะท้อนถึงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังสมํ่าเสมอคงเส้นคงวา คราวนี้ลองหันมาดูในเชิงภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วว่าหลักๆ ประกอบด้วย จีน ฮ่องกง ไต้หวันและเกาหลีใต้ ในภูมิภาคนี้ ในแง่ภาพรวมแล้วขยายตัวประมาณร้อยละ 6.2 ในปีนี้แต่จะลดลงเป็นประมาณร้อยละ 5.8 ในปีหน้า แน่นอนว่าการขยายตัวของจีนในอัตราร้อยละ 8 ในปีนี้แม้จะลดลงเป็นร้อยละ 7.2 ในปีหน้า แต่ก็ต้องถือว่ายังขยายตัวมากและต่อเนื่องอยู่ เพราะถ้าหากดูจากฮ่องกงซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวเพียงแค่ร้อยละ 1.4 ในปีนี้และขยับขึ้นไปได้เพียงร้อยละ 2.8 ในปีหน้า ก็ต้องยอมรับว่าในระยะหลังเศรษฐกิจฮ่องกงค่อนข้างจะป้อแป้ ยิ่งจีนเปิดตัวมากเท่าไร ฮ่องกงก็หมดเสน่ห์ในแง่เศรษฐกิจการค้ามากขึ้นเท่านั้น ข้อสังเกตนี้จริงหรือเปล่าคงต้องติดตามกันต่อไป สำหรับเกาหลีใต้ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญว่าดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายหลังจากเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจในปี 2540 เช่นเดียวกับบ้านเราได้อย่างถูกต้องเหมาะสมนั้น ก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองครั้งสำคัญ เรียกว่าเกาหลีใต้กำลังเข้าสู่ยุคหลังวิกฤติเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับยุคหลังประธานาธิบดี คิม แด จุง ไปพร้อมๆ กัน เพราะเพิ่งจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี และทราบตัวกันแล้วว่าใครจะมารับตำแหน่งแทน ผมคิดว่านโยบายของเกาหลีใต้ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่จะหาผู้นำทางการเมืองที่มีบารมีพอจะสยบคนเกาหลีใต้ให้ร่วมใจกันได้อย่างคิม แด จุงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ในปีนี้ทางธนาคารพัฒนาเอเชียคาดหมายว่าเกาหลีใต้จะขยายตัวในอัตราร้อยละ 5.8 แต่จะชะลอตัวเหลือร้อยะล 5.5 ในปีหน้าซึ่งก็เช่นเดียวกับจีน แม้เศรษบกิจจะชะลอตัวในแง่อัตราการเติบโตแต่ก็ยังต้องถือว่าเป็นอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยรวมในระดับที่ค่อนข้างสูงและน่าพอใจอยู่ สำหรับไต้หวันนั้นซึ่งปัจจุบันแม้ว่าในทางการเมืองจะมีเรื่องระหองระแหงกับจีนอยู่เป็นระยะๆ มีความตึงเครียดเป็ฯข่าวออกมาเป็นช่วงๆ แต่ในทางเศรษฐกิจแล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าการลงทุนในจีนจากไต้หวันนั้น มีความสำคัญในระดับต้นๆ ไม่เฉพาะไม่มีปัญหาอุปสรรคทางด้านภาษาและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องที่สองฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกันและเป็นความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันด้วย พรมแดนของธุรกิจเอกชนไต้หวันอยู่ที่จีนอย่างแน่นอน และสินค้าจากจีนที่ส่งไปขายทั่วโลกก็อาศัยทุนและเทคโนโลยีจากไต้หวัน แต่ไม่ต้องเจอปัญหากีดกันทางการค้า และการเมืองการทูตเท่ากับที่มาจากไต้หวันโดยตรง สำรวจเศรษฐกิจเอเชีย (3) วันที่ 27 ธันวาคม 2545 ผมได้ลำดับความการสำรวจความเป็นไปของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย และประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกไปแล้ว แต่กลุ่มที่น่าสนใจที่สุด หรือน่าเทียบเคียงกับความเป็นไปของเศรษฐกิจในบ้านเรามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกันในหลายด้านและมีการค้าการขายระหว่างกันมากพอสมควร ทางธนาคารพัฒนาเอเชียได้แสดงตัวเลขคาดหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศในกลุ่มนี้เอาไว้ในรายงานฉบับล่าสุด เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ในปีนี้อัตราการขยายตัวโดยรวมของกลุ่มนี้จะอยู่ในราวร้อยละ 3.9 (เป็นการปรับขึ้นจากการประเมินเมื่อเดือนกันยายนที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.8) ในขณะที่คาดหมายอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าว่าจะอยู่ในระดับร้อยละ 4.3 (เป็นการปรับลดลงจากเมื่อเดือนกันยายนว่าน่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 4.3 พูดง่ายๆ ก็คือประเมินว่าเศรษฐกิจในปีหน้าแม้จะขยายตัวมากกว่าปีนี้เล็กน้อย แต่ก็เป็นการปรับลดที่เคยมองในด้านดีและขยายตัวสูงลงมาเล็กน้อย ผมเข้าใจว่า ปัจจัยแปรปรวนที่ทำให้ต้องปรับลดประมาณการลงมาก็คงหนีไม่พ้น ความไม่แน่นอนของสงครามที่คาดว่า สหรัฐจะโจมตีอิรัก ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจการค้าของโลกที่น่าจะชะลอตัวลงระดับหนึ่ง ในการประเมินความเป็นไปของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ไล่ตั้งแต่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงนั้นมีอยู่ในรายงานฉบับละเอียด แต่ที่เลือกขึ้นมาเพียง 5 ประเทศนั้น ก็คิดว่า คงจะพอสะท้อนหรือแทนภาพโดยรวมได้หรือมีสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 80 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว ขออนุญาตเริ่มต้นพิจารณากรณีของอินโดนีเซีย ซึ่งต้องยอมรับว่า เจอวิกฤติรุนแรงกว่าใครเพื่อนและยังมีความไม่แน่นอนสูงอยู่ อินโดนีเซียมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 3.5 ในปีที่แล้วและคาดว่า จะขยายตัวร้อยละ 3.5 ในปีนี้ ส่วนปีหน้าน่าจะขยายตัวร้อยละ 3.7 (ซึ่งเป็นการปรับลดจากที่เคยคาดไว้ในเดือนกันยายนว่าจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 4.4) กรณีของมาเลเซียก็คล้ายคลึงกัน มาเลเซียสามารถรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2545 ให้อยู่ในระดับร้อยละ 4.0 ซึ่งถือว่าดีขึ้นมาจากระดับร้อยละ 0.4 ในปี 2544 มากและทำให้เกิดความมั่นใจต่อเศรษฐกิจของมาเลเซียกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ในปี 2545 คาดหมายกันว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของมาเลเซียน่าจะอยู่ในระดับร้อยละ 5.0 ส่วนฟิลิปปินส์นั้น ต้องบอกว่า ยังไปได้เรื่อยๆ ด้วยอัตราการขยายตัวร้อยละ 4.0 ในปีนี้และคาดว่า จะขยายตัวร้อยละ 3.8 ในปีหน้า ส่วนประเทศที่เจอมรสุมมากหน่อยก็คงจะเป็นสิงคโปร์ เพราะในปี 2544 นั้น มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบหรือหดตัวร้อยละ 2.0 ซึ่งที่เป็นเช่นนั้น เพราะเศรษฐกิจสิงคโปร์ผูกโยงกับเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจสหรัฐค่อนข้างมากจึงได้รับความกระทบกระเทือนสูง แต่เมื่อปรับตัวได้อัตราการขยายตัวในปีนี้ก็กลับมายืนอยู่ในระดับร้อยละ 2.4 และทะยานเป็นร้อยละ 4.0 ในปีหน้าได้ สำหรับบ้านเรานั้น ทางธนาคารพัฒนาเอเชียใช้ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 1.8 ของสภาพัฒน์ในปี 2544 ส่วนการคาดหมายเศรษฐกิจในปี 2545 นั้น ทางธนาคารพัฒนาเอเชียระบุว่า ปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจรวมของเราน่าจะอยู่ในราวร้อยละ 4.6 เข้าใจว่า จะใกล้เคียงกับการประเมินล่าสุดของภาคทางการ และภาคเอกชนของบ้านเรา สำหรับในปี 2546 นั้น แต่เดิมทางธนาคารพัฒนาเอเชียระบุว่า อัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของเราน่าจะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 4.0 แต่ก็ได้ปรับขึ้นเป็นร้อยละ 4.3 ในการประเมินครั้งล่าสุด ดูแล้วก็พอถูไถไปได้เรื่อยๆ และอาจจะดูดีกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งอาจจะหวือหวาวูบวาบมากกว่า แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้ลำดับมาตั้งแต่ต้นนั้น ก็อยากจะย้ำว่าเป็นเพียงการประเมินที่ดูจากภาพรวมและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจรวมเป็น สำคัญ ไม่ได้เจาะลงไปดูถึงความเสี่ยงและรายละเอียดของนโยบายและมาตรการ ทางเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศใช้กัน บทสำรวจเศรษฐกิจเอเชียโดยสังเขปก็น่าจะเท่านี้แหละครับ
|
| กลับหน้าแรก |