ความอ้าซ่าของเศรษฐกิจไทย

วีระ ธีรภัทร์ คม-ชัด-ลึก วันที่ 23-24 ธันวาคม พ.ศ. 2545

ความอ้าซ่าของเศรษฐกิจไทย (1)

คมชัดลึก วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2545

ถ้าหากคุณๆ ติดตามข้อมูลข่าวสารทางด้านเศรษฐกิจในระยะนี้ แน่นอนครับ คงหนีไม่พ้นข่าวการคาดหมายประเมินสถานการณ์ความเป็นไปของเศรษฐกิจในปีหน้า

บรรดานักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยต่างๆ ทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของเอกชน ที่ให้ตัวเลขคาดหมาย และพยากรณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตเท่าที่อ่านๆ ดูรู้สึกว่า จะมีเงื่อนไขในการพยากรณ์คล้ายๆ กัน

นั่นก็คือ พูดถึงผลกระทบของการทำสงคราม (ที่จริงต้องเรียกว่าการโจมตี) ของสหรัฐที่จะมีต่ออิรัก ซึ่งจะโยงไปถึงราคาน้ำมันและพลังงาน รวมทั้งการค้าระหว่างประเทศว่าเป็นปัจจัยแปรปรวนที่คาดหมายได้ยากประการหนึ่ง

สมมติฐานอีกประการหนึ่ง ที่มักจะย้ำกันบ่อยๆ ก็คือ ความวิตกกังวลเรื่องภาวะเงินฝืดในขอบเขตทั่วโลก ซึ่งที่มาที่ไปก็สุดแท้แต่จะวิเคราะห์วิจารณ์ และให้เหตุผลกันไปต่างๆ นานา

แต่ประเด็นที่ผมอยากสรุปรวมก็คือ ความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก มีส่วนสำคัญในการกำหนดความ

เป็นไปของเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

แต่ระดับของผลกระทบก็คงจะขึ้นอยู่กับ ความเปิด ของระบบเศรษฐกิจประเทศนั้น กับเศรษฐกิจโลก เป็นสำคัญ

เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะไปวิเคราะห์คาดหมายความเป็นไปของเศรษฐกิจในบ้านเรา (ตอนนี้ทางสภาพัฒน์ฯ ก็ทำตัวเลขคาดหมายความเป็นไปของเศรษฐกิจปี 2546 ออกมาแล้ว และคงจะต้องติดตามของธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบกันไปด้วย) ผมว่า เราน่าจะมาพินิจพิจารณาความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก หรืออย่างน้อยก็ควรจะมองเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคเอเชีย เป็นลำดับแรก

วันนี้ ผมอยากจะดูความเป็นไปของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเสียก่อน

แต่ก่อนที่จะไปดูเศรษฐกิจเอเชียในระดับภูมิภาค ผมอยากทำความเข้าใจเรื่อง ความเปิดของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า โอเพนเนส ออฟ อีโคโนมี (Openness of Economy) เพราะถ้าหากเข้าใจเรื่องนี้สักหน่อยแล้ว จะทำให้เราเข้าใจผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อเศรษฐกิจในบ้านเราได้ดียิ่งขึ้น

ถ้าหากว่ากันตามหลักวิชาแล้ว ความเปิดของระบบเศรษฐกิจ หรือที่ผมอยากจะใช้คำที่ให้ภาพได้ชัดเจนกว่า นั่นก็คือ ความอ้าซ่าของเศรษฐกิจ นั้น มันมีที่มาที่ไปอยู่เหมือนกัน

ปกติแล้ว การที่เราจะบอกว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศไหนจะเปิดมากเปิดน้อย คงหนีไม่พ้นต้องดูตัวเลขการส่งออกและการนำเข้า เพราะถือว่าเป็นข้อต่อที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอื่นได้ค่อนข้างดี

สูตรความเปิดของระบบเศรษฐกิจมีอยู่ว่า ระดับ ของความเปิดของระบบเศรษฐกิจนั้น เขาให้เอามูลค่าการส่งออกบวกกับมูลค่าการนำเข้า แล้วหารด้วยมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เสร็จแล้วคูณด้วยร้อย ตัวเลขที่ได้ออกมาจะเป็นอัตราส่วนร้อยละ ที่บอกให้รู้ว่า เปิดมากเปิดน้อย

เขียนเป็นสมการได้ว่า ความเปิดของระบบเศรษฐกิจ หรือ OE=[{X+M}x100] / GDP

สำหรับตัวภาษาอังกฤษในสมการข้างบนนั้น ตัวเอ็กซ์ (X) คือมูลค่าการส่งออก ส่วนตัวเอ็ม (M) คือมูลค่าการนำเข้า สำหรับจีดีพี (GDP) ก็คือมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ในปี 2545 นั้น คาดว่า มูลค่าการส่งออกทั้งหมดจะตกประมาณ 66,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมูลค่าการนำเข้าคงตกในราว 64,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศนั้นคงอยู่ในราว 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เอาตัวเลขที่ว่า แทนค่าเข้าไปในสมการบวก ลบ คูณ หาร กันเสร็จจะได้ร้อยละ 109.25 หรือคิดเป็นตัวเลขกลมๆ ออกมาได้เป็น 110 เปอร์เซ็นต์

นั่นหมายความว่า ในปัจจุบันระดับของความเปิดของระบบเศรษฐกิจไทย อยู่ในระดับประมาณ 110 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเปิดค่อนข้างมาก หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ กิจกรรมในระบบเศรษฐกิจ ที่ไปเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการส่งออกและการนำเข้ามีปริมาณค่อนข้างสูง และยังสามารถสรุปต่อไปได้ไม่ยากด้วยว่า เมื่อเกิดอะไรขึ้นในเศรษฐกิจโลกทั้งทางดีและทางร้าย ก็จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจแบบรุนแรงมากทีเดียว

ตรงนี้เลยช่วยให้เข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมการคาดหมายประเมินเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจึงสำคัญ และมีบทบาทกำหนดความเป็นไปของเศรษฐกิจไทยได้มากเหลือเกิน

ในอดีตระดับของความเปิดของเศรษฐกิจไทยอาจจะไม่สูงเท่านี้ แต่ปัจจุบันต้องถือว่าสูงมาก และผมคิดว่าน่าจะสูงกว่าประเทศชั้นนำทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฯลฯ และยังมีแนวโน้มว่าจะสูงต่อไป ซึ่งทำให้การพึ่งพาเศรษฐกิจโลกของเศรษฐกิจไทย เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

เรื่องนี้ยังไม่จบ ขอพูดต่ออีกสักวันหนึ่งก็แล้วกันครับ


ความอ้าซ่าของเศรษฐกิจไทย (2)         วันที่ 24 ธันวาคม 2545

ผมเรียนไปเมื่อวานนี้ว่า ระดับการเปิดของระบบเศรษฐกิจไทย มีสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 110 ซึ่งแน่นอนครับว่า ผลดี หรือผลร้าย จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าไม่ต้องการให้ผลในทางร้ายที่มีในระบบเศรษฐกิจโลก มากระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงเกินไป ก็ต้องทำให้ระดับของการเปิดระบบเศรษฐกิจไทยลดลง

แต่ถ้าทำเช่นนั้น ก็ต้องไม่ลืมว่า ผลในทางดีที่จะให้ในการเปิดตัวสู่ระบบเศรษฐกิจโลก ก็จะไม่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกัน

แต่พูดแบบนี้ ผมต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า เป็นคนละเรื่องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นปัจจัยความต้องการภายในประเทศ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนความต้องการในประเทศซึ่งปัจจัยที่กำหนดมูลค่ารวมของการผลิตสินค้าและ บริการในระบบเศรษฐกิจตัวหนึ่ง

การกระตุ้นให้มีการอุปโภคบริโภคของเอกชนมากๆ การจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐเยอะๆ และการลงทุนภาคเอกชน เพื่อหวังว่า จะไปทดแทนภาคการค้าระหว่างประเทศอย่างที่พูดๆ กันนั้น

ผมไม่แน่ใจว่า เข้าใจผิดกันหรือเปล่า

ผมจำได้ว่า ผู้คนในปีกของรัฐบาล พูดถึงมูลค่าการส่งออกซึ่งตกประมาณร้อยละ 60 ของจีดีพี โดยเข้าใจไปว่า การส่งออกมีส่วนในการวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ถึงร้อยละ 50 ซึ่งเรื่องนี้คงจะมีความเข้าใจผิดกัน

เพราะแท้ที่จริง เรื่องของการส่งออก และการนำเข้าสินค้า และบริการ หรือภาคการค้าต่างๆ ประเทศที่จะมีผลต่อจีดีพีโดยตรงนั้น คำนวณด้วย มูลค่าสุทธิ (มูลค่าส่งออกหักด้วยมูลค่านำเข้า) ของสินค้าและบริการ เพราะฉะนั้นมูลค่าสุทธิ ที่ปัจจุบันตกประมาณ 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นและลดลงของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทยเพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น การส่งออกและการนำเข้า ก็ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก

ตรงนี้คงต้องทำความเข้าใจกันนิดหนึ่งครับว่า ด้วยการส่งออก คิดเป็นมูลค่าประมาณปีละ 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือตกประมาณเดือนละ 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นั้น

มูลค่าของการส่งออกสินค้าที่ว่า ได้สะท้อนกลับมาในระบบเศรษฐกิจในรูปของการผลิตสินค้า ทั้งส่วนที่เป็นสินค้าภาคเกษตร และสินค้าภาคอุตสาหกรรม ไม่รวมภาคบริการ ซึ่งส่วนใหญ่จะโยงกับภาคการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ เข้าไปด้วย

พูดให้ง่ายขึ้นก็คือ ถ้าหากไม่มีการส่งออก ก็จะไม่มีการผลิตสินค้าและบริการเพื่อส่งออก และนั่นหมายถึง โรงงานที่ผลิตสินค้า และภาคเกษตรที่ส่งสินค้าเกษตรทั้งชั้นต้น และแปรรูปจำนวนหนึ่ง ก็จะผลิตเพียงแค่เพื่อป้อนตลาดภายในประเทศเท่านั้น

ความจำเป็นที่จะต้องผลิตสินค้า ซึ่งหมายถึงการเดินเครื่องจักร และการทำการเกษตรที่นำผลผลิตส่วนเกินจากการบริโภคภายในประเทศ ป้อนสู่ตลาดโลกในรูปของสินค้าส่งออก ก็ไม่ต้องมีเช่นกัน

ถ้าหากไม่ส่งข้าว ยาง มันสำปะหลัง ฯลฯ ออกไปขายต่างประเทศ ผลผลิตที่มากเกินไป ก็ต้องมีแผนลดการผลิตลงมา และนั่นหมายถึง ราคาที่ขายเฉพาะส่วนที่บริโภคในประเทศอาจจะต่ำลงกว่านี้

ธุรกิจแปรรูปสัตว์น้ำและธุรกิจแปรรูปปศุสัตว์ เช่น ไก่แช่แข็ง สับปะรดกระป๋อง ฯลฯ อาจทำไม่ได้ ถ้าหากไม่เน้นการส่งออกหรือพยายามลดลงไปเรื่อยๆ

แต่ที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือ การไม่ส่งออก หรือส่งออกน้อย ส่งออกไม่เพิ่มขึ้น จะทำให้แหล่งจ้างงานหดหายไปเป็นอันมาก และนั่นคือ ผลกระทบรุนแรงทางสังคม และเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจาก ปัญหาการว่างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สิ่งที่ผมสนใจและเป็นห่วงมากกว่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการ ก็คือ การผลิตและการจ้างงานอันเป็นผลจากภาคส่งออกที่โยงกับระบบเศรษฐกิจโลก

การจ้างงานในภาคการผลิตเพื่อส่งออกนั้น เป็นที่มาของรายได้ของคนทำงานเป็นจำนวนพอสมควร ซึ่งคนเหล่านี้ก็ทำให้เกิดกิจกรรมในระบบเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานคือ การบริโภคอุปโภคเดินหน้าต่อไปได้

การกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหวังการอุปโภคบริโภคของเอกชนภายในประเทศ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากไม่มีการผลิตและการจ้างงานในภาคส่งออกย้อนกลับมาเป็นรายได้ เพื่อการอุปโภคบริโภค และถ้าหากไม่มีการผลิตเพื่อการส่งออก ผมคิดว่า การลงทุนใหม่ของภาคเอกชนก็ไม่มีทางเกิดขึ้นเลย เพราะกำลังการผลิตในปัจจุบันในหลายภาค แม้ว่า มีส่วนที่ส่งออกแล้วก็ยังเดินเครื่องไม่เต็มที่ ถ้าไม่ขยายกำลังการผลิต ก็ไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนใหม่

แต่ถ้าหากเข้าใจไม่ตรงกัน ไม่ใครก็ใครคงต้องเพี้ยนแน่นอน

ถัดจากนี้ คงจะเริ่มประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจกันได้แล้ว

อยากเริ่มต้นสำรวจเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเป็นอันดับแรกก่อน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

 

กลับหน้าแรก