|
เหลียวหลังแลหน้า
มองมุมใหม่ : สันติ กีระนันทน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ปีม้าปีนี้ที่กำลังจะผ่านไป อาจจะนับได้ว่า เป็นปีที่ม้าทะยานโลดแล่นออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ตามลักษณะของม้า ที่ควบอย่างสง่างาม หลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่เป็นที่กระชากความสนใจของผู้คน เกิดขึ้นในปีนี้ อย่างเหนือความคาดหมาย หลากหลายนโยบายสำคัญหลายอย่าง ของรัฐบาลที่ได้กระทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องกองทุนหมู่บ้าน หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล จนกระทั่ง 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งก็ได้มีการเปลี่ยนคำเรียกขานไปเป็นหลักประกันสุขภาพดีถ้วนหน้าเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้น ยังมีวาทะและวิวาทะ ทั้งระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และระหว่างขั้วค่ายต่างๆ ในฟากรัฐบาลเอง นิยามศัพท์เด่นๆ ในรอบปีนี้ เช่น เรื่องของเงินฝืด ที่ท่านนายกฯ ให้นิยามแตกต่างไปจากที่รู้จักกันในตำราทางเศรษฐศาสตร์ และเกิดความหน้าแตกในระดับผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจไปเป็นที่เรียบร้อย หันไปดูทางด้านการเมือง ปีนี้ก็เป็นปีที่มีการขุดคุ้ยเรื่องของการประพฤติมิชอบในวงราชการอย่างต่อเนื่อง จากทั้งฟากรัฐบาลเอง และจากฝ่ายค้าน จนแม้แต่ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีพายุเข้าถล่มทำให้ชาวบ้านร้านตลาดได้รับความเสียหายกันอย่างรุนแรง ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน หรือฤดูกาลที่แทบจะเหลือเพียงฤดูกาลเดียวคือ ฤดูฝนร้อน อีกหน่อย ฤดูหนาว คงเป็นเพียงแค่ความทรงจำของคนรุ่นนี้ และเป็นที่เพรียกหาของคนรุ่นต่อไป เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มไปด้วยสีสัน เป็นที่จับตามองของคนในสังคม ทั้งระดับในประเทศและระดับนานาชาติ ประมาณการการเติบโตของ GDP ถูกเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งมากในปีนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนา และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ความพยายามยกระดับความเป็นผู้นำในภูมิภาคของท่านนายกรัฐมนตรี และพยายามนำประเทศไทยเข้าสู่เวทีโลกในฐานะของผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมนานาชาติ การเป็นประเทศที่สามในการเจรจาเพื่อเสรีภาพ ความคิดริเริ่มในการจัดตั้งตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาค และล่าสุด การประชุมร่วมของคณะรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป กิจกรรมหลากหลายรูปแบบตามแนวคิด "คิดใหม่ ทำใหม่" ผุดขึ้นอย่างมากมายตลอดปี 2545 นี้ จากเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น วันนี้ สิ่งที่ผมอยากจะชวนคุยด้วยก็คือ วิธีการมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมเคยแปลกใจหลายครั้งว่า ทำไมเรื่องเดียวกัน รัฐบาลมองอย่างหนึ่ง ในขณะที่ฝ่ายค้านมองอีกอย่างหนึ่ง รวมทั้งกองเชียร์ของสองฝ่ายก็มองสนับสนุนฟากฝ่ายที่ตนเองชื่นชม หรือนึกสนับสนุนอยู่ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน แล้วการมองที่แตกต่างกันนั้น ก็ก่อให้เกิดวิวาทะ ก่อให้เกิดความสับสน ก่อให้เกิดความงวยงงสงสัยของผู้คนทั่วไป ถึงความถูกผิดของการมองภาพเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น ความจริงแล้ว อาจจะคิดได้ง่ายๆ ว่า แต่ละบุคคลย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง ในการเห็นเรื่องแต่ละเรื่องที่แตกต่างกัน การมองต่างมุมกันนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยปกติ แต่ถ้าหากแต่ละฝ่ายตั้งอยู่บนเป้าหมายเดียวกัน คือพยายามสร้างสุข บรรเทาทุกข์ให้กับประชาชน ข้อสรุปก็คงเป็นไปเพื่อเป้าหมายดังกล่าว แต่หากแต่ละฝ่าย บิดเบือนเป้าหมายไปเป็นเพื่อตัวเองโดยสมบูรณ์ ข้อสรุปที่เหมาะสมคงไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายคือการแสวงหาอำนาจเข้าฝ่ายตนเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มีความขัดแย้งกันตั้งแต่ต้น ข้อสรุปจึงไม่มีทางที่จะเกิดได้ ฝ่ายค้าน อาจจะอ้างว่า มีหน้าที่ในการสร้างสมดุลกับสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการ ตลอดจนมีหน้าที่คอยติงให้รัฐบาลได้คิดให้ละเอียดรอบคอบในแนวนโยบายที่ได้ปฏิบัติ อย่างไรก็ดี ผมอยากจะวิงวอนทั้งสองฝ่ายว่า หน้าที่หลักของแต่ละฝ่ายนั้น แม้จะแตกต่าง แต่มีเป้าหมายเดียวกันในการสร้างสุข ลดทุกข์ของประชาชน ในฐานะที่ท่านทั้งสองฝ่ายเป็นตัวแทน (agent) ของประชาชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวการ แม้ว่าตามทฤษฎีทางการเงินที่เรียกว่า Agency theory จะมีข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ไม่มีทางที่ตัวแทนจะดำเนินการให้สมประโยชน์ตัวการ หรือไม่มีทางที่ตัวแทนจะสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ตัวการ เนื่องจากตัวแทนต้องพยายามสร้างประโยชน์สูงสุดให้ตัวเองมากกว่า ซึ่งทำให้ในบางยุคบางสมัย เราจะได้ยินว่า ขอให้รัฐ หรือผู้ที่มีหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองพยายามที่จะสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติเถอะ จะมีคอรัปชั่นบ้าง ก็ไม่ว่ากัน หรืออาจจะพูดง่ายๆ ว่า จะกินก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้ทำงานบ้างเท่านั้น ในเวลานี้ ไม่ใช่เวลาที่จะมาเถียงกันอีกต่อไปว่า เศรษฐกิจฟื้นแล้วหรือไม่ แต่ว่ารัฐบาลก็ไม่ควรลำพองใจไปว่า สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จแล้ว เพราะการทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตัวเลข GDP ที่ดูดีขึ้นนั้น อาจจะมีความสำคัญ แต่คงไม่สำคัญไปกว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืน และต้องพยายามที่จะลดช่องว่างของความร่ำรวยและความยากจนลง โดยการสร้างการกระจายรายได้ (Income distribution) ที่เป็นธรรมมากขึ้น ทำอย่างไรจะสามารถกระจายความเจริญออกไปสู่ชนบท ตามแบบที่ภูมิภาคแต่ละแห่งควรจะเป็น คงจะไม่เป็นการเหมาะสมที่จะยัดเยียดสิ่งที่คิดว่าเจริญ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมให้กับชนบททุกแห่ง บทเรียนและตัวอย่างที่ผ่านมา น่าจะเพียงพอที่จะไม่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยส่วนตัวเองนั้น ผมได้พยายามแสดงความเห็นหลายครั้ง หลายแห่งว่า พื้นฐานของประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เราควรจะพัฒนาพื้นฐานของเราให้เข้มแข็ง โดยการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เหมาะสม ในทุกๆ ประเภทของอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งถ้าทำได้ ปัญหาของการกระจายรายได้ ก็จะบรรเทาลง และปัญหาเรื่องประชากรหนาแน่นในกรุงเทพฯ ก็จะลดลงด้วยพร้อมๆ กัน ในขวบปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับกันว่า ผลงานของรัฐบาลหลายสิ่งเข้าตากรรมการอย่างปฏิเสธได้ยาก แต่หากมีการวัดผลการดำเนินงานต่างๆ ที่ได้ดำเนินไปนั้น โดยมีระบบการประเมินที่เชื่อถือได้ ซึ่งอาจจะต้องทำโดยบุคคลที่สามที่มีความเป็นกลาง (ซึ่งหาได้ยากมากในปัจจุบัน) ก็จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งในความเห็นลดลง ผมยกประเด็นเรื่องการวัดผล เพราะว่าตัวอย่างของโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ก็มีทั้งคนที่บอกว่าดี และคนที่บอกว่าไม่ได้เรื่อง ถ้ามีการวัดที่เป็นระบบออกมาแสดง ก็คงไม่จำเป็นต้องมาขัดแย้งกันอีก ในเรื่องเศรษฐกิจนั้น ผมอยากจะแสดงทรรศนะในการดำเนินนโยบาย ในฐานะของประชาชนคนหนึ่ง ในรอบระยะเวลาเกือบ 2 ปีของรัฐบาลนี้ที่ผ่านมา การแก้ไขโดยส่วนใหญ่ มุ่งเน้นไปที่ระดับการบริโภคภาคประชาชน หรือที่เรียกว่า ระดับรากหญ้า ซึ่งได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างดี แต่ด้านของระบบการเงิน (Financial system) ทั้งในส่วนของสถาบันการเงิน (Financial institution) และตลาดการเงิน (Financial market) ยังมีปัญหาอยู่พอควร ทั้งในเรื่องโครงสร้าง และการดำเนินงาน หากในปีใหม่นี้ รัฐบาลให้ความสนใจในการแก้ปัญหาระบบการเงิน ก็จะทำให้ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และเป็นหนทางหนึ่งของความเติบโตที่ยั่งยืน (Sustainable growth) ผมคิดว่า ของขวัญที่ท่านนายกฯ ตั้งใจมอบให้ประชาชนชาวไทย ไม่เป็นเพียงความตั้งใจในการทำงาน แต่เป็นผลงานที่ดีเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนที่เป็นตัวการหลักในการดำเนินต่อไปของประเทศ ส่วนฝ่ายค้านก็คงให้ของขวัญแก่ประชาชน ในอันที่จะตรวจสอบรัฐบาลให้บริหารบ้านเมืองอย่างถูกทาง โดยตั้งอยู่บนสัมมาทิฐิด้วยกันทั้งสองฝ่าย ผมคงขอของขวัญจากท่านนักการเมืองทั้งหลาย ไม่มากไปใช่ไหมครับ
|
| กลับหน้าแรก |