ธปท.จำกัดคำนิยามNPLใหม่ดันหนี้เสียเพิ่มเป็น17%

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 ธันวาคม 2545

บริษัทหลักทรัพย์เมอร์ริล ลินช์ ภัทร ออก รายงานบทวิเคราะห์คาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการกันสำรองปี 2546 โดยระบุว่า แม้ว่าค่าใช้จ่าย ในการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ไทยจะต่ำกว่าในปี 2545 ทำให้คาดการณ์ได้ว่าสัดส่วน เอ็นพีแอลใหม่จะลดลง รวมถึงจำนวนที่ต้องกันสำรองหนี้เอ็นพีแอลที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วก็จะลดลง

แต่คำจำกัดความใหม่ของการรายงานเอ็นพีแอล ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสัดส่วนเอ็นพีแอลทั้งระบบโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแผนที่จะใช้คำนิยามใหม่ในปี 2546 นี้ ซึ่งคำจำกัดความของเอ็นพีแอลที่เปลี่ยนแปลงคือ ธนาคารจะต้องรวม 1.เงินกู้ที่ผิดนัดชำระเกิน 12 เดือน ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน และ 2. หนี้ที่ตัดบัญชีหนี้สูญไปแล็วให็นำกลับเข้าไปในเอ็นพีแอลด้วย ซึ่งถ้ามีการนำมาบังคับใช้ตอนนี้ ทางเมอร์ริล ลินช์ ภัทรคาดว่า สัด ส่วนเอ็นพีแอลในปัจจุบันอาจจะเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 17%

อย่างไรก็ดีการปรับคำนิยามนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการกันสำรองตามกำหนดของ ธปท.แต่อย่างไร

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงิน การไหลเข้าของเอ็นพีแอลใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากมากกว่า 10% เหลือเพียง 2% ในปีนี้ แต่การกันสำรองปกติสำหรับสินเชื่อรอบใหม่ยังจะต้องมีต่อไป รวมถึงการกันสำรองในบางกรณีพิเศษของหลักทรัพย์ค้ำประกัน (foreclosed assets)

นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบด้านมาตรฐานการบัญชีของไทย (The Board of Supervision of Auditing Practices of Thailand) ได้อนุมัติข้อเสนอที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนจำนวนที่ต้องกันสำรองตามข้อกำหนดจากเอ็นพีแอลที่ปรับโครง สร้างหนี้ไปแล้ว ซึ่งข้อปฏิบัติใหม่นี้จะทำให้การกันสำรองตามกำหนดของ Net Present Value (NPV) จากเอ็นพีแอลที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วลดลง โดยคณะกรรมการอนุญาตให้ธนาคารใช้ 1. ต้นทุนของทุน 2.อัตราดอกเบี้ยตลาดในวันที่ทำข้อตกลงปรับโครงสร้าง หรือ 3.สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยในวันทำสัญญาที่เหลืออยู่แทน MLR ได้ โดยนำไปใช้เป็นดอกเบี้ยลดได้ในการยืดเวลาการชำระหนี้

ทั้งนี้ เมอร์ริล ลินซ์ ภัทร มองว่า แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ความกดดันของธนาคารพาณิชย์ในเรื่องที่ต้องกันสำรองสูงขึ้น สำหรับเอ็นพีแอลที่จะไหลย้อนกลับมาอีกครั้งลดลง แต่เมอร์ริล ลินช์ฯคาดว่าจะไม่มีธนาคารใดที่จะมีความรอบคอบเพียงพอที่จะเปลี่ยนการกันสำรองของเอ็นพีแอลที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบบัญชีที่เปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจของการปรับโครงสร้างนี้ดีขึ้น

 

กลับหน้าแรก