ชิ้นส่วนรถยนต์ : ธุรกิจกำลังเฟื่อง

ธนาคารกรุงไทย

ภาวะธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับตามการเติบโตของธุรกิจรถยนต์ ความต้องการมีมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2541 จนถึงปัจจุบัน สำหรับในปี 2545 คาดว่าธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์จะขยายตัวจากปีก่อนกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้ความต้องการชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถยนต์ใหม่ (OEM) และตลาดอะไหล่ทดแทน (REM) ยังมีอีกมาก โดยจำแนกเป็นชิ้นส่วนเพื่อตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทนประมาณร้อยละ 70 อีกร้อยละ 30 เป็นชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถยนต์ใหม่

ความต้องการเพิ่ม : ทั้งตลาดรถยนต์ใหม่และเก่า

จากปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจหลายด้าน ประกอบกับช่วงปี 2540 – 2543 ผู้บริโภคที่ใช้รถเก่าและชะลอการเปลี่ยนรถใหม่ ได้ทยอยซื้อรถใหม่ในช่วงปี 2544 – 2545 มากขึ้นเป็นลำดับ ขณะที่ผู้ค้าได้โฆษณาประชาสัมพันธ์เร่งรณรงค์ส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงดึงดูดใจให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจเลือกซื้อสินค้าด้วยความพึงพอใจในระดับราคาที่ต้องการมากขึ้น ทางด้านการส่งออกก็อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี หลายประเทศทยอยสั่งซื้อสินค้าเป็นระยะ ๆ ส่งผลให้โรงงานผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ในช่วงก่อนปี 2543 ทางการมีมาตรการกำหนดให้โรงงานใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ภายในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45 – 72 ตามชนิดของรถยนต์ แม้ภายหลังที่มีการยกเลิกมาตรการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา แต่โรงงานยังคงใช้ชิ้นส่วนในประเทศในอัตราค่อนข้างสูง สำหรับปี 2545 โรงงานประกอบรถยนต์ใหม่ได้ประมาณ 580,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 26.2 ส่งผลให้มีการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ทางด้านตลาดอะไหล่ทดแทน เมื่อพิจารณารถยนต์จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทั่วประเทศในปี 2544 มีจำนวน 7.09 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากช่วง 10 ปีก่อนหน้าถึง 1.6 เท่า สำหรับปี 2545 มีรถยนต์จดทะเบียนทั่วประเทศประมาณ 7.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.5 จำแนกเป็นรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ร้อยละ 63 และรถยนต์นั่งร้อยละ 37 รถยนต์ที่มีอายุใช้งาน 1 – 5 ปี มีจำนวนประมาณ 1.5 ล้านคัน หรือร้อยละ 20 ส่วนรถยนต์เก่าที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป มีจำนวน 6 ล้านคัน รถยนต์ที่เริ่มมีสภาพค่อนข้างเก่ามีอายุการใช้งานตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปนั้น จะมีภาระค่าใช้จ่ายดูแลรักษาซ่อมแซมและค่าอะไหล่ค่อนข้างมาก ขึ้นกับชนิดและคุณภาพของอะไหล่ที่ใช้ ย่อมส่งผลให้ธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ขยายตัวตามไปด้วย

การผลิต : คุณภาพหลากหลาย

ปัจจุบันโรงงานผลิตชิ้นส่วนมีจำนวนรวมกันกว่า 1,000 ราย ประมาณร้อยละ 65 ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ในจำนวนนี้กว่า 350 ราย สามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูงระดับมาตรฐานโลกได้ โดยเทคโนโลยีที่ใช้แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการผลิตชิ้นส่วน ได้แก่ ผลิตชิ้นส่วนเหล็กและโลหะ การผลิตชิ้นส่วนพลาสติกและวัสดุที่อยู่ในประเภทเดียวกัน การผลิตชิ้นส่วนยาง การผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการผลิตชิ้นส่วนอื่น ๆ

ในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แบ่งออกเป็นการผลิตชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถยนต์ใหม่ (Original Equipment) และการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment) กรณีการประกอบรถยนต์ใหม่เป็นชิ้นส่วนที่โรงงานผลิตขึ้นเองและสั่งซื้อจากผู้ผลิตรายอื่น ซึ่งมีคุณภาพสูงกว่ามาตรฐานทั่วไปและมีระยะเวลาการส่งมอบ โดยเน้นการส่งมอบชิ้นส่วนให้มีจำนวนพอดีกับความต้องการชิ้นส่วนนั้น ๆ และส่งมอบตรงตามกำหนดเวลา ทางด้านชิ้นส่วนที่ผลิตเพื่อใช้ในตลาดทดแทนนั้นจะมีการผลิตทุกประเภททั้งอะไหล่แท้ อะไหล่เทียม และอะไหล่ปลอม ส่วนลักษณะการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์นั้น ผู้ผลิตแต่ละรายสามารถผลิตชิ้นส่วนได้หลายชนิด ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและความต้องการของตลาด ซึ่งโรงงานสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

กรณีการใช้ชิ้นส่วนเพื่อการประกอบรถยนต์ใหม่นั้น โรงงานจะใช้ชิ้นส่วนที่เป็นอะไหล่แท้ทั้งหมด โดยอะไหล่แท้จะมีราคาสูงกว่าอะไหล่ประเภทอื่น และมีคุณภาพมาตรฐานสูงตาม ISO9000 อันเป็นที่ยอมรับของลูกค้าในตลาดต่างประเทศ ส่วนตลาดทดแทนจะใช้อะไหล่แท้ อะไหล่เทียม และอะไหล่ปลอมตามความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันออกไป

ส่งออกเพิ่ม : นำเข้าก็ขยายตัว

จากการที่โรงงานร่วมทุนกับบริษัทแม่ในต่างประเทศเพื่อผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และการส่งออกรถยนต์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีจำนวน 8.19 แสนคัน รวมทั้งหลายประเทศต้องการใช้ชิ้นส่วนจากไทยโดยตรง ทำให้การส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2545 การส่งออกมีมูลค่า 32,580.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกับปีก่อนร้อยละ 15.8 โดยญี่ปุ่นสั่งซื้อมากที่สุด 8,106 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.9 รองลงไปเป็นสหรัฐอเมริกา มาเลเซีย แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตามลำดับ การส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ตลอดปี 2545 คาดว่าการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์จะมีมูลค่าประมาณ 45,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 17.8

ทางด้านการนำเข้า โรงงานประกอบรถยนต์ใหม่ได้เร่งผลิตสินค้าเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนผู้บริโภค ก็มีความต้องการใช้รถยนต์มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการใช้ชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ชิ้นส่วนบางชนิดไม่สามารถขยายการผลิตได้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น หรือบางชนิดไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ จึงมีการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้นตลอดช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2545 การนำเข้ามีมูลค่า 55,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 15.4 โดยนำเข้าจากญี่ปุ่นมากที่สุด 36,884.5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67.0 รองลงไปเป็นเยอรมนี ฟิลิปปินส์ สวีเดน และอินโดนีเซีย ตามลำดับ การนำเข้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ตลอดปี 2545 คาดว่าการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จะมีมูลค่าประมาณ 83,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 17.5

แนวโน้ม : ธุรกิจยังทะยานต่อไป

ภาวะธุรกิจรถยนต์ในปี 2546 คาดว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีปัจจัยเอื้ออำนวยหลายอย่าง และประชาชนมีความต้องการใช้รถยนต์ (ใหม่) เพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณร้อยละ 15 ขณะที่การส่งออก ก็อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี หลายประเทศมีความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โรงงานเร่งประกอบรถยนต์อย่างเต็มที่ ตลอดปี 2546 จะมีการประกอบรถยนต์ประมาณ 670,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 15.5 ทางด้านปริมาณรถยนต์จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ตลอดปี 2546 คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 7,900,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ร้อยละ 5.7 จำแนกเป็นรถยนต์ที่มีอายุใช้งาน 1 – 5 ปี มีจำนวนประมาณ 1.6 ล้านคัน ส่วนรถยนต์เก่าที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป มีจำนวน 6.3 ล้านคัน ภาวการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้มีการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศมากขึ้น ขณะที่การส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ก็อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ตลอดปี 2546 จึงคาดว่าการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จะขยายตัวจากปีก่อนกว่าร้อยละ 10

ปริมาณการผลิตรถยนต์ รถยนต์จดทะเบียนทั่วประเทศ ส่งออกและนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์
ปี  ปริมาณการผลิตรถยนต์
(คัน) 
รถยนต์จดทะเบียน
ทั่วประเทศ(คัน) 
ชิ้นส่วนรถยนต์ (ล้านบาท)
ส่งออก นำเข้า
2542 327,233 6,554,302 24,054.9 27,545.9
2543 411,721 6,727,008 32,208.6 58,240.5
2544  459,418 7,093,327 38,202.8  70,646.4
2545* 580,000 7,480,000 45,000 83,000


ที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางบก และกรมศุลกากร
* ตัวเลขประมาณการ

         

 

กลับหน้าแรก