|
เป็นนักเศรษฐศาสตร์อย่าง'เซน'
โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ มติชนรายวัน วันที่ 11 ธันวาคม 2545 สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สามสี่ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีโอกาสต้อนรับนักวิชาการโดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกมากขึ้น คงจำได้ว่าหน่วยงานแห่งหนึ่งเชิญ Paul Krugman มาพูดถึงการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ เข้าใจว่าค่าตัวของเขาในการมาประเทศไทยมีราคาค่อนข้างแพง เมื่อปีที่แล้วก็มีข่าวว่ารัฐบาลและหน่วยงานเอกชนจะเชิญนาย Michael Porter มาเป็นที่ปรึกษา ในการกำหนดกลยุทธ์ภาคอุตสาหกรรมของไทย De Soto เพิ่งเป็นแขกของรัฐบาลไทย หนังสือของเขามีส่วนในการสร้างสีสันด้านนโยบายเอกสารสิทธิในทรัพย์สินให้กับรัฐบาล ซึ่งก็ยังเป็นข่าวอยู่ทุกวัน ในสัปดาห์นี้ วันที่ 11 ธันวาคม Amartya Sen นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี ค.ศ. 1998 (ไม่ทราบว่าเป็นแขกของหน่วยงานใด) ก็จะมาพูดที่จุฬาฯ ตอนที่ De Soto มาเมืองไทยท่านนายกฯทักษิณและรัฐบาลให้เกียรติเต็มที่เนื่องจากท่านนายกฯสนใจความคิดใหม่ๆ เพื่อนำมาแก้ปัญหาประเทศอยู่เสมอ คงเป็นที่น่าเสียดายถ้าท่านนายกฯจะทิ้งโอกาสนี้ไปถ้าไม่ไปเชิญ Amartya Sen มาบรรยายที่ทำเนียบ เพราะในความเห็นของผู้เขียน Sen เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ รัฐบาลในประเทศโลกที่สามไม่เฉพาะประเทศไทย ควรนำความคิดของเขาโดยเฉพาะกลยุทธ์การพัฒนามาแปลงเป็นรูปธรรมให้ได้จริงๆ ทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น Sen อุทิศเวลากว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตให้กับวิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และปรัชญา(เขามีความรู้ประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง) ซึ่งทำให้เขามีขีดความสามารถสูงในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเชิงทฤษฎีได้อย่างสม่ำเสมอ เขาไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ประเภทหอคอยงาช้าง ที่สนในเรื่องของ "เทคนิคเพื่อเทคนิค" งานสำคัญที่มีส่วนให้ Sen ได้รับรางวัลโนเบลคือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ ในเรื่องที่สังคมต้องกำหนดทางเลือก จากความต้องการที่หลากหลายของปัจเจกชน เพื่อให้สังคมมีความผาสุก งานเหล่านี้เป็นงานที่ต้องการความรู้เชิงเทคนิคเป็นอย่างสูง ทั้งทางคณิตศาสตร์และปรัชญา อย่างไรก็ตาม งานของ Sen แม้ดูเหมือนจะเป็นทฤษฎีที่สูง แต่งานทั้งหมดของ Sen แม้จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ศูนย์กลางของการศึกษาอยู่ที่มนุษย์ มากกว่าสินค้าหรือรายได้ และมนุษย์ในการศึกษาของ Sen ไม่ใช่เพียงแต่เป็นทุนมนุษย์ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ก่อนหน้าเขาได้ศึกษา ในทรรศนะของ Sen สังคมที่ดีคือ สังคมที่มนุษย์สามารถมีขีดความสามารถหรือที่ Sen เรียกว่าเสรีภาพในการที่จะเลือกและดำรงชีวิตในเรื่องต่างๆ ที่ตนเองเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ด้วยเหตุนี้ Sen จึงมีความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่แตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ ค่อนข้างจะมาก เขาเป็นผู้นำในบรรดานักเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันที่นำวิชาปรัชญาและจริยศาสตร์กลับเข้ามาในวิชาเศรษฐศาสตร์ และมองมนุษย์ในมิติที่ความสลับซับซ้อนหลากหลาย มากกว่ามิติแคบๆ ที่มองมนุษย์ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ มุ่งประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ ในเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จากประเทศโลกที่สาม คนเดียวในขณะนี้ที่ได้รับรางวัลโนเบล Sen เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเข้าใจในปัญหาการพัฒนาประเทศของประเทศโลกที่สามอย่างลึกซึ้งมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ความสนใจของเขานอกจากงานทางด้านทฤษฎีที่จะหากฎเกณฑ์ทางสังคมเพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่ดีแล้ว เขาให้ความสนใจและสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเรื่องปัญหาและการวัดความยากจน การมองปัญหาความไม่เสมอภาค การเข้าใจในที่มาของความอดอยากหรือทุพภิกขภัย ปัญหาเด็กและการด้อยสถานภาพของสตรีในสังคม การพัฒนาสังคม การพัฒนาประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และบทบาทของวัฒนธรรม ในด้านวิธีการมองพฤติกรรมมนุษย์ในวิชาเศรษฐศาสตร์ เขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญผู้หนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความคับแคบในขอบข่ายของเนื้อหาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งเน้นแต่ส่วนที่เป็นการแลกเปลี่ยนในกลไกตลาด เขามีส่วนทำให้เศรษฐศาสตร์มีมิติทางด้านสังคมการเมืองและวัฒนธรรม โดยโยงเศรษฐศาสตร์เข้ากับปรัชญาและจริยศาสตร์ ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือมองเศรษฐศาสตร์แบบนักเศรษฐศาสตร์รุ่นเก่าๆ ตั้งแต่ Adam Smith เขาให้ความสำคัญกับบทบาทของคุณค่า(Values) และคิดว่าเศรษฐศาสตร์ที่เป็นอยู่ให้ความเข้าใจแต่การอธิบายและการทำงานของระบบเศรษฐกิจและการทำนายแต่มีบทบาทน้อยไป ด้านการประเมินระบบและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเชิงที่ควรเป็น Sen คิดว่าการที่เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ใช้แนวคิดเชิงเดี่ยวว่ามนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มุ่งประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ แม้จะไม่ผิดและทำให้วิเคราะห์โลกได้ง่ายขึ้น แต่ไม่เพียงพอ และการที่เศรษฐศาสตร์มีวิธีการคิดเช่นนี้ทำให้เศรษฐศาสตร์คับแคบ และไม่มีพลังในการอธิบายและทำนายปรากฏการณ์ของมนุษย์ในระบบทุนนิยมที่หลากหลายในรูปแบบได้ดีพอ (เช่นในญี่ปุ่นและเอเชีย) สิ่งที่ทำให้ระบบทุนนิยมอยู่ยงคงกระพันมาได้ไม่ใช่เป็นเพราะความโลภและการแสวงหากำไรสูงสุดอย่างเดียวเสมอไป แต่เป็นเพราะมนุษย์เรียนรู้ที่จะเข้าใจความต้องการและเป้าหมายของผู้อื่นและนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดพฤติกรรม ทำให้เกิดเป็นหลักปฏิบัติธรรมเนียมของสังคมที่มนุษย์ยึดถือและสังคมมีประสิทธิภาพ โดยมีทั้งความร่วมมือซึ่งกันและกันช่วยเหลือกันและแข่งขันกัน เพราะฉะนั้นเป้าหมายของมนุษย์จึงมีมากกว่าเพียงมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตนให้สูงสุด ซึ่งเศรษฐศาสตร์สมัยยึดติดแบบตายตัวเกินไป Sen มีบทบาทสำคัญที่ทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ศิลาจารึก แนวความคิดของ Sen ในเรื่องกระบวนการ กลไกการหากฎเกณฑ์การตัดสินใจทางสังคม เพื่อให้ได้สังคมที่ดี มนุษย์กับการมีชีวิตที่ดี ความเป็นธรรมทางสังคม ความหมายของการพัฒนา เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน แยกจากกันไม่ได้ Sen มีความคิดในเชิงบูรณาการที่ลึกซึ้งและเป็นองค์รวม แก่นของเรื่องทั้งหมดคือการมองการพัฒนา เป็นเรื่องของการที่มนุษย์สามารถที่จะเลือกมี หรือได้มาถึงสิ่งที่มนุษย์เห็นว่ามีคุณค่า เสรีภาพนี้มองได้ทั้งเป็นเป้าหมายสิ่งสุดท้ายของมนุษย์ มีคุณค่าในตัวมันเอง เพราะมนุษย์ให้คุณค่ากับมันเช่น เสรีภาพในการแสดงออก ในการตัดสินใจ ในการมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม โดยพื้นฐานระบบตลาดเสรีให้เสรีภาพในการทำธุรกรรม ก็เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของเสรีภาพของมนุษย์ แม้ว่ามันจะไม่ได้ประกันคุณภาพของสังคมก็ตาม เสรีภาพทางการเมืองและประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องเดียวกันกับการพัฒนา ทางเลือกระหว่างอำนาจนิยมกับประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นการตั้งประเด็นที่ผิด ขณะเดียวกันเสรีภาพก็เป็นเครื่องมือ เป็นวิถีที่จะนำไปสู่สิ่งที่ดีอื่นๆ ตามมาในสังคมเช่น ความคิดริเริ่ม พลังสร้างสรรค์ Sen อ้างข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ระหว่างประเทศว่า ประเทศที่มีประชาธิปไตยมีอัตราความเจริญเติบโตสูงกว่ากลุ่มประเทศที่ใช้อำนาจนิยม การวิจัยของ Sen ในเรื่องที่มาและการป้องกันความอดอยาก(Famine) ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของประชาธิปไตย Sen สร้างความรู้ความเข้าใจว่า ความอดอยากรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นแต่ละครั้งในประวัติศาสตร์โลกนั้น มักเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่มากกว่าทั้งประเทศ เป็นเรื่องของกลุ่มคนจนที่ขาดอำนาจซื้อ ด้วยเหตุผลต่างๆ เป็นเรื่องของการกระจายอาหารมากกว่าความขาดแคลนหรือปัญหาทางด้านอุปทาน การลดลงของผลผลิตเพราะมีหลักฐานว่าในขณะที่ประเทศมีทุพภิกขภัยในบางพื้นที่ในประเทศส่งออกอาหารไปต่างประเทศได้ ที่สำคัญก็คือเขาพบความสัมพันธ์ของระบบการเมืองกับปัญหาความอดอยาก ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มีเสรีภาพ มีกลไกในการตรวจสอบรัฐบาล และกลไกการส่งข่าวสารอย่างทั่วถึง มักจะไม่มีปัญหาทุพภิกขภัย สาเหตุสำคัญเพราะรัฐบาลโดนตรวจสอบในประเด็นนี้ แม้คนจีนจะมีระดับอายุขัย มีระดับการบริโภคอาหารต่อคนสูงกว่าอินเดีย แต่อินเดียเป็นประชาธิปไตยมากกว่าจีน ปัญหาความอดอยากครั้งใหญ่ๆ มีน้อยกว่าจีน ในช่วงปี ค.ศ. 1958-1961 (ช่วงก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของประธานเหมา) ระบบเผด็จการทำให้คนจีนประมาณ 30 ล้านคน ตายจากความอดอยาก สูงกว่าประมาณ 10 เท่า ที่อินเดียเคยประสบในรัฐ Bengal ปี ค.ศ. 1943 Sen เคยเล่าถึงประสบการณ์ที่เขายังจำได้ดี เขาเคยบอกว่านอกจากเขาพบว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่สนุก ความยากจนของอินเดียก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามาเรียนเศรษฐศาสตร์(Sen จบปริญญาตรีที่อินเดีย วิทยาลัย Presidency และปริญญาตรีถึงเอกที่มหาวิทยาลัย Cambridge) ด้วยความเชื่อและการเห็นความสำคัญในเสรีภาพของมนุษย์ Sen จึงมองสวัสดิการความมีชีวิตที่ดี (Well Being) การประเมินทางเลือกของสังคม ต่างไปจากนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ในการประเมินสังคมเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ซึ่งมองคุณภาพชีวิตโดยใช้ตัวแทนอรรถประโยชน์(Utilities) ซึ่งแสดงสภาวะจิต บอกถึงความพอใจ ความสุข ความสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาของปัจเจก ความผาสุกของสังคม ก็คือผลรวมของความผาสุกของปัจเจกแต่ละคน โดยไม่สนใจปัญหาการกระจายหรือ Distribution ของความพอใจหรือความผาสุกนั้น แนวคิดนี้ไม่สนใจข้อมูลอื่นๆ ที่อาจจะสำคัญทั้งสิ้น ไม่สนใจว่ามีคนกำลังอดอยากมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นแค่ไหน คนอ่านออกเขียนได้มากน้อยเพียงใด สุขภาพดีหรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่ง Sen ให้ความสำคัญถูกละเลย Sen ยังชี้ให้เห็นว่า ความสุข ความพอใจ ของปัจเจกนี้ให้สารสนเทศไม่พอเพียงสำหรับชีวิตที่ดีของมนุษย์(ตัวอย่างสุดกู่เช่น บางคนมีความสุขด้วยการสร้างความเจ็บปวดให้ตัวเอง พวกซาดิสต์ อาจมีความสุขสะใจที่เห็นความทุกข์ของผู้อื่น หรืออาจใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น หรือรูปแบบแผนการบริโภคของบุคคล) Sen ประเมินสถานภาพของมนุษย์ด้านการมีชีวิตที่ดีจาก 2 องค์กอบหลัก คือ 1)เขาบรรลุหรือประสบความสำเร็จ คือมีในสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของชีวิตที่ดีเช่น ปลอดจากความอดอยาก มีงานทำ มีรายได้ มีสุขภาพดี อายุยืนยาว อยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี เคารพตนเอง มีเสรีภาพ และมีส่วนร่วมในทางการเมืองและชุมชนเป็นต้น นักปรัชญา เช่น John Rawls เรียกทั้งหมดนี้ว่าเป็นทรัพยากรปฐมภูมิ ซึ่งมนุษย์ทั่วๆ ไป คงอยากมี 2)ความสามารถ (Capabilities) หรือโอกาสจริงๆ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นเสรีภาพที่มนุษย์จะเลือกหรือไม่เลือกองค์ประกอบต่างๆ ที่กำหนดขึ้นเป็นชีวิตที่ดี 7 ความสำคัญของปัจจัยที่ 2 มีความสำคัญไม่แพ้ปัจจัยแรก Sen ไม่เห็นด้วยกับการใช้อรรถประโยชน์ รายได้หรือทรัพยากรปฐมภูมิ เป็นตัวที่บอกถึงชีวิตที่ดีของมนุษย์ นอกจากนี้ เขาคิดว่าการดูความยากจน ความเท่าเทียมกัน หรือความไม่เสมอภาค ถ้าดูจากรายได้จะไม่สื่อคุณภาพชีวิตดีเท่ากับการใช้เกณฑ์ในข้อ 2 ซึ่งดูที่ความสามารถ(Capabilities) หรือ ที่ Sen เรียกว่า เสรีภาพในการเข้าถึง หรือบรรลุคุณภาพชีวิตที่ดี ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า มีขีดจำกัดและความแตกต่างกันในการที่มนุษย์หรือแต่ละสังคมจะสามารถแปลงรายได้ หรือทรัพยากรปฐมภูมิให้เป็นความสัมฤทธิ์ผล หรือความสำเร็จในด้าน Well Being ตัวอย่างเช่น คนสองคนที่มีรายได้เท่ากัน แต่อีกคนหนึ่งพิการหรือป่วยหนักย่อมไม่มีเสรีภาพหรือ Capabilities เท่ากับคนที่มีสุขภาพดี คนในสิงคโปร์หรือมาเลเซียอาจมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าคนไทย แต่เสรีภาพทางเลือกในการเข้าถึงสื่อที่เป็นอิสระรวมทั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองอาจน้อยกว่าคนไทย คนจนใน Harlem ใน New York แม้จะมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าคนจนในไทยและจีน แต่อายุขัยเฉลี่ยต่ำกว่าคนจีนในประเทศไทยและจีน รายได้จำนวนเดียวกันเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นเช่น อาหารได้น้อยกว่ามากใน Harlem ไม่รวมทั้งความรู้สึกสภาพทางจิตใจของการเป็นคนจนในประเทศร่ำรวย Sen มีข้อมูลเป็นจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า การใช้รายได้ต่อหัวก็ดีหรือการดูเพียงแค่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากบิดเบือนแล้วยังไม่ใช่กลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกต้องเสมอไป ความคิดของ Sen มีผลต่อแนวคิดและโลกทรรศน์ในการพัฒนาของธนาคารโลก รวมทั้งประเทศโลกที่สาม และมีอิทธิพลต่อสหประชาชาติที่หันมาวัดดัชนีการพัฒนาโดยดูที่พัฒนาการของมนุษย์ ไม่ใช่รายได้ต่อหัวเพียงอย่างเดียวเช่น อายุที่ยืนยาว การที่คนมีสุขภาพดี ระดับการศึกษาขั้นที่สามารถอ่านออกเขียนได้ ในโลกทรรศน์ของ Sen มนุษย์ควรเป็นเป้าหมาย(Ends) ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ(Means) ของการพัฒนา การที่ Sen เน้นเสรีภาพหรือความสามารถ(Capabilities) ในการบรรลุคุณภาพชีวิตที่ดี มีนัยต่อการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างมาก เขาให้ความสำคัญต่อการศึกษา การสาธารณสุข และปัจจัยพื้นฐานทางสังคมมากกว่าที่จะต้องเน้นความเจริญเติบโตอย่างไม่มีเป้าหมาย เขามักเปรียบเทียบจีนและอินเดียอยู่เสมอว่า โดยเฉลี่ยจีนมีพัฒนาการทางด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสาธารณสุขดีกว่าอินเดีย ซึ่งช่วยให้จีนเติบโตในอัตราที่ดีต่อเนื่อง เขาอ้างญี่ปุ่นอยู่เสมอว่า คนญี่ปุ่นมีการศึกษาพื้นฐานดี ในปลายทศวรรษที่ 19 ดีกว่าคนยุโรป ด้วยเหตุนี้แม้ว่าญี่ปุ่นจะพัฒนาอุตสาหกรรมช้ากว่า แต่การศึกษาช่วยให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา ในทรรศนะของ Sen รัฐที่มีคุณภาพเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในการกำหนดคุณภาพการพัฒนา และกำกับดูแลการทำงานของตลาด รัฐที่มีคุณภาพต้องเป็นรัฐที่มีกลยุทธ์ในการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเสรีภาพ ในความหมายที่ Sen หมายถึงกลยุทธ์ที่สำคัญอันหนึ่งคือ สามารถที่จะมีพัฒนาการทางด้านสังคม โดยจัดสรรทรัพยากรทางด้านการศึกษา สาธารณสุข และมีระบบประกันสังคมที่เหมาะสมสำหรับประชาชน เป็นรัฐที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่สื่อแก่ประชาชน และส่งเสริมประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการทำงานของตลาดให้เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของ Sen และถ้าท่านนายกฯกำลังมองหาหนังสือที่น่าสนใจ เพื่อนำมาบอกเล่าในคณะรัฐมนตรี ผู้เขียนก็อยากจะแนะนำหนังสือ Development as Freedom เพิ่มขึ้นมาจาก As the Future Catches You ที่ท่านนายกฯนำมาแนะนำใน ครม.
|
| กลับหน้าแรก |