|
การค้า เสรี ที่ไม่เป็นธรรม โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร วันที่ 1 สิงหาคม 2545 รัฐไทยส่งเสริมทุนขนาดใหญ่ มากกว่าขนาดเล็ก ซึ่งส่วนมากเข้าข่าย "ทุนผูกขาด" เห็นได้แทบทุกสาขา เช่น ทุนสื่อสาร ทุนธนาคาร ทุนการเงิน ทุนการค้า ทุนอุตสาหกรรม ทุนเกษตรส่งออกเป็นต้น "การผูกขาด" หมายถึง ผู้ผลิต / ผู้ขาย / ผู้ให้บริการ / ผู้รับซื้อ มีรายเดียวหรือน้อยราย อีกทั้งมีความสัมพันธ์ เชิงอำนาจกับรัฐ เชิงเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ กับเครือข่ายธุรกิจ ญาติ เพื่อน และนักการเมือง ยิ่งไปกว่านั้นยังชอบ "รวยทางลัด" เล่น "นอกกติกา" หรือหาทาง "แก้กติกา" ให้เอื้อประโยชน์ แก่บริษัทตน จนมีอำนาจเหนือตลาด การผูกขาด จึงมีลักษณะที่ตรงข้ามกับ "การแข่งขัน" ซึ่งสู้กันด้วยประสิทธิภาพ คุณภาพและราคา ใครก็ตาม ร่ำรวยจากทำธุรกิจผูกขาด จะถือเป็นเรื่องเก่งกาจน่าภาคภูมิใจ ก็ยังเป็นที่ตะขิดตะขวง และคลางแคลงใจ ของผู้คนในสังคมอยู่ เพราะไปเอาเปรียบชาวบ้านมา ธรรมชาติของการผูกขาดมักกำจัดและกีดกันคู่แข่ง ผู้ผลิตผู้ค้ารายย่อยจึงถูกทำลาย ผู้บริโภคจึงถูกกระทำ ผลผลิตเกษตรของชาวไร่ชาวนา ก็ถูกกดราคารับซื้อ คนไทยกว่าครึ่งค่อนประเทศ ได้รับผลกระทบโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่ว่า "ทุนไทย" หรือ "ทุนเทศ" หากเอารัดเอาเปรียบประชาชน ถือเป็นบ่อนทำลาย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของชาติทั้งนั้นแหละ การผูกขาดรวมศูนย์ กระจุกตัวของทุนในมือไม่กี่บริษัท เท่ากับ ขาดการกระจายเม็ดเงินทุน สู่ผู้ประกอบการรายย่อย อันหลากหลาย ที่มีข้อต่อ กับคนชั้นกลางชั้นล่าง ดังนั้น "ความไม่เท่าเทียมเรื่องทุน" จึงเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ของความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และทรัพย์สิน ในบ้านเมืองไทยของเรา รัฐบาลไทยยุคไอเอ็มเอฟ จนถึงชุดปัจจุบัน ใช้นโยบายเสรีเศรษฐกิจเต็มที่ "ทุนข้ามชาติ" เคลื่อนทัพเข้าไทย อย่างสะดวก และง่ายดาย ต่างชาติ จึงสบช่องสบโอกาส ได้เล่นบทเด่นชัด ในแทบทุกวงการ คนไทยที่มี "ทุนน้อย" ในการทำมาค้าขาย / หาเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัว ได้แต่เฝ้ามองดูทุนใหญ่ ที่เติบโตเบ่งบานอย่างละเหี่ยใจ หลายคน คิดอย่างลึกๆ ว่ากิจการของตนคง "รอวันเจ๊ง" ที่กำลังคืบคลาน เข้ามาหาอีกไม่ช้านี้ หากทางแก้ไขตีบตัน ขอยกธุรกิจ "ค้าปลีก-ค้าส่ง" เป็นตัวอย่าง ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 8 แสนล้านบาท ปี 2543 ปัจจุบันค้าปลีกต่างชาติ ครอบครองธุรกิจนี้แล้วถึง 40% ร้านค้าปลีกรายย่อย ซึ่งมีกว่า 2.8 แสนราย ปี 2544 มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เมื่อกลางเดือนเมษายน 2545 มีการร้องเรียน ต่อกระทรวงพาณิชย์ว่า ร้านค้าปลีกคนไทยกว่า 1.5 แสนราย ล้มเลิกกิจการแล้ว ซึ่งรวมถึงร้านค้าย่อย (โชห่วย) ร้านขายยา ร้านขายของชำ ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายหนังสือ ร้านเครื่องไฟฟ้า เทปซีดี ร้านอาหาร หากรัฐแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ทันเวลา ร้านโชห่วย ร้านเล็กน้อยอาจกลายเป็นตำนาน เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้อำนวยการสันนิบาต สหกรณ์แห่งประเทศไทยเอง ก็ยอมรับว่า การขยายตัว ของธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติไ ด้ส่งผลกระทบ ต่อร้านค้าสหกรณ์ภายในประเทศ อย่างรุนแรง มีสหกรณ์ต้องปิดกิจการ 100 แห่ง ส่วนที่เหลืออยู่อีก 370 แห่งก็ประสบปัญหาขาดทุน ขณะที่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ต่างชาติเทสโก้-โลตัส บิ๊กซี และคาร์ฟูร์ จะขยายสาขาเพิ่มอีก ไม่น้อยกว่า 15 แห่งในปี 2545 ซึ่งรวมแล้ว จะมีมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ เรียกว่า "ทุนเทศ" ปักธงทั่วแคว้นแดนสยามแล้ว ทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ มีเครือข่ายกระจายทั่วโลก อยู่ในสถานะได้เปรียบ เหนือกว่ายิ่งนัก สามารถสั่งซื้อระดับภูมิภาค ระดับโลกได้ การขายสาขาในไทย สร้างอำนาจต่อรอง กับกลุ่มผู้ผลิต/ผู้จัดหาสินค้า ให้ได้สินค้ามาขาย ในราคาต้นทุนต่ำที่สุด จึงตั้งราคาสินค้า ได้ถูกกว่าร้านคนไทย อีกทั้งตั้งราคาขายต่ำกว่าทุน ทุ่มตลาดขจัดคู่แข่ง ให้ล้มหายตายจาก ไม่ยากเลย การใช้งบฯ ทุ่มโฆษณากระตุ้น "บริโภคนิยม" ก็ดี กลวิธีลด -แลก-แจก-แถม ก็ดีล้วนล่อใจ ให้ผู้บริโภคอย่างพี่ไทย เพลิดเพลินตลอดเวลา ที่สำคัญยังได้แรงหนุน ด้านเงินทุนไม่อั้น จากบริษัทแม่ ในต่างแดนอีกต่างหาก สถานการณ์ "สายป่าน" (ด้านเงินทุน) ที่ยาวกว่า อีกทั้งลูกค้าคนไทยด้วยกันเอง ยังนิยมความทันสมัยอย่าง "ห้างฝรั่ง" แถมด้วย รัฐยังแก้ไขแบบมะงุมมะงาหรา ดูไม่ทันการณ์ แล้วทุนไทย ที่แสนกระจอกจะสู้ไหวหรือครับ แนวโน้มอาจได้เห็นเมืองไทยเป็น "เมืองขึ้นทางธุรกิจ" ของคนต่างด้าว ท้าวต่างแดนโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้! เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 นักธุรกิจท้องถิ่นกว่า 200 คน ร่วมกับหอการค้า 40 จังหวัด ยื่นข้อเรียกร้อง ต่อรัฐบาลให้ยุติต่างชาติ ขยายสาขา ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจต่างด้าว กำหนดพื้นที่ เวลาเปิด-ปิด การตราพระราชบัญญัติ การค้าปลีกค้าส่ง ที่เป็นธรรม โดยเห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจต่างด้าว ทำให้ทุนต่างชาติ เข้ามาทำลายการทำมาหากิน ในสาขาต่างๆ ของคนไทย กระทบโอกาสที่คนไทย จะยืนบนขาตนเอง และมีเศรษฐกิจพอเพียงได้ ในหลักการค้าเสรี อย่างเป็นธรรมนั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่-เล็กสามารถอยู่ร่วมกันได้ เพื่อดูแล ผลประโยชน์ผู้บริโภค อย่างทั่วถึง ตั้งแต่เศรษฐียันยาจก แม้แต่ห้างใหญ่ ในประเทศทุนนิยมก้าวหน้า ของบรรดาทุนเทศ ที่หลั่งไหลเข้ามาในไทย เขายังมีเวลาเปิดปิด แค่ 5 หรือ 6 โมงเย็นเขาก็ปิด มีวันหยุด กำหนดพื้นที่ตั้งชัดเจน ไม่ใช่มั่วเปิดที่ใดได้ทุกที่ อย่างเมืองไทย ทั้งนี้เพื่อให้ร้านเล็กๆ พออยู่ได้ เพราะร้านเล็ก ที่ช่วยคนรายได้น้อยแถมซื้อเชื่อได้ด้วย ไม่อาจซื้อของ ยกกล่องยกโหลได้ อย่างคนรวย ในยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ต่างสนับสนุนให้ร้านเล็กอยู่ได้ ในบ้านเราร้านโชห่วย ช่วยต่อชีวิตคนจน รายได้น้อยมากกว่าห้างใหญ่เสียอีก ผมเห็นว่ารัฐบาล ควรใจกว้างเปิดเวทีระดมความคิดกว้างขวาง ในหัวเมืองจังหวัดใหญ่ๆ เรื่อง "ทิศทาง แนวทาง และมาตรการแก้ไข เรื่องค้าปลีก-ค้าส่ง กับผลประโยชน์ผู้บริโภคคนไทย" ควรแก้ไข ปรับปรุง ยกเลิกกฎหมาย ที่ไม่เป็นธรรม ควรใช้ "นโยบายแบบจำแนก" เรื่องการเปิดเสรีให้ทุนข้ามชาติ "จำแนก" ในความหมาย ให้ดูแลความเป็นธรรมคนตัวเล็ก ทั้งผู้ค้าและลูกค้า ควรเปิดพื้นที่ ให้มีที่ยืนสำหรับ "คนจน" บ้าง ระบบเศรษฐกิจไทย เพิ่มโอกาสการกิน / การอยู่ / การใช้สะดวกสบายขึ้น มากกว่าแต่ก่อนก็จริงอยู่ โดยเฉพาะคนไทย "ผู้มีอำนาจซื้อ" หากแต่วันหนึ่ง เมื่อทุนใหญ่ครอบครองตลาดได้เบ็ดเสร็จ คนไทยเหล่านี้เคยลองคิดบ้างไหมว่า อนาคตของเขา ในฐานะผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร? มีหลักประกันเพียงใด? ราคาแบบผูกขาด ไร้ทางเลือกจะมีรูปลักษณ์แบบใด? ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ภาคประชาชน ต่างค้นหาทางออกเอง เนื่องเพราะรัฐไม่อาจเป็นที่พึ่งได้ ขอยกตัวอย่าง ที่เป็นรูปธรรม เช่น กรณี "ชุมชนเมือง" พระพิศาลธรรมพาทีหรือพระพยอม กัลยาโณ วัดสวนแก้ว คิดริเริ่ม สร้างแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาถูก ช่วยเหลือคนไทย คือ "ห้างสรรพสินค้า สำหรับผู้ยากไร้" อาคาร 6 ชั้น สร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคทั้งหมด 18 ล้านบาท สินค้าส่วนใหญ่ ได้จากการบริจาคของคนไทย องค์กรต่างๆ รวมทั้งจากวัดอื่นๆ และซื้อเพิ่มเติมด้วย ชั้นล่างเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต มีสินค้า 3 อย่างคือ ของชำ ของเบ็ดเตล็ด และเสื้อผ้า ดูรายการแล้ว เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐาน ในการดำรงชีพ ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป น้ำมันพืช เกลือ การขายเพื่อเลี้ยงดูคนยากจน คนตกงาน เด็กกำพร้ารวม 740 คน ราคาสินค้าตั้งแต่ 50 สตางค์ เช่น เสื้อผ้าสภาพไม่ค่อยดีตัวละ 50 สตางค์-1 บาท รองเท้าเด็ก 5 บาท หมวก-รองเท้าผู้ใหญ่ 20 บาท เสื้อผ้าสภาพพอใช้ตัวละ 10 บาท เป็นต้น มีคนยากจน เข้าไปซื้อของมาก เสาร์-อาทิตย์ยืนเข้าคิวรอกันเลย บางคนมีเงินไม่พอ ห้างก็ลดราคาให้ บางคนไม่มีเงิน ก็ให้แลกเอากับการดายหญ้า ปลูกต้นไม้ให้วัด พวกมาซื้อไปขายต่อ ทางห้างยอมให้เลือกซื้อได้วันละ 30 นาที สินค้าก็จะกระจาย ไปยังผู้มีรายได้น้อยเหมือนกัน เมื่ออาคารเสร็จเรียบร้อย จะเพิ่มแผนกยานยนต์ แผนกแยกของ แผนกออกแบบ และก่อสร้าง แผนกเฟอร์นิเจอร์ แผนกของเก่าเซียงกง เป็นของเก่า ที่บริจาคนำมาปรับปรุงแล้วขาย ในราคาถูกกว่าท้องตลาด จะออกแบบวางสินค้า เหมือนกับ ห้างสรรพสินค้าทั่วไป การบริหารจัดการ เป็นเรื่องของมูลนิธิวัดสวนแก้ว หลวงพ่อพระพยอมกล่าวว่า ในหลวง ท่านจะสนับสนุนห้างของเรา เพราะทรงอยากให้ ทำเป็นห้างตัวอย่าง (ไทยโพสต์เอ็กซ์-ไซท์ 2 ก.ค. 2545) กรณี "ชุมชนชนบท" กลุ่มเกษตร ทางเลือกแบบยั่งยืน บ้านสันสะลี อ.แม่ใจ จ.พะเยา นำโดยคุณสนอง คำจันตา กลุ่มนี้มุ่งผลิตข้าว ปลอดสารพิษ ระดมทุนจัดตั้งโรงสีขนาดเล็กขึ้นเอง การจัดการเชิงกลุ่ม ร่วมแรงร่วมใจ ซื่อสัตย์อุตสาหะวิริยะ และมีวินัย จัดจำหน่าย ข้าวกล้องราคาย่อมเยา เคยติดต่อห้างใหญ่ แต่กำหนดเงื่อนไขที่รับไม่ได้ โดยจะติดตรา ยี่ห้อข้าวทุกถุง เป็นชื่อห้างนั้น ชาวบ้านไม่ยอม เพราะอยากคงสัญลักษณ์ ตราสินค้ากลุ่มชุมชนตนเองไว้ เนื่องจากเป็นการแสดงถึง ภูมิปัญญา และประกันคุณภาพ ให้ลูกค้าจำได้ไปในตัว กลุ่มนี้มีความตั้งใจสูง แต่ประสบปัญหาการตลาดมาก เราประสานกับห้างในเมือง วางขายได้ส่วนหนึ่ง หากมีเครือข่ายตลาดเพิ่มขึ้น จะช่วยพัฒนาอีกมาก กลุ่มนี้มีการจัดตั้งธนาคารกระบือ ช่วยกันเลี้ยงขายเป็นรายได้ และเงินออม เป็นแหล่งสะสมทุน เพื่อการผลิตแบบพึ่งตนเองอีกทางหนึ่ง ผมเคยได้รับเชิญ ไปเป็นวิทยากร นั่งล้อมวงคุยกันกลางทุ่งนา กับพี่น้องชาวไร่ชาวนาชุมชนนี้ เล่าให้ฟัง ถึงการค้าเสรีตามกฎเกณฑ์ องค์การการค้าโลก จะส่งผลอย่างไรต่อชาวนาไทยรายย่อย เขาให้ความสนใจและหวั่นใจบ้าง แต่พวกเขามั่นใจว่า แนวทางเกษตรยั่งยืน เป็นการสร้างความเข้มแข็ง ให้ชุมชน น่าจะเป็น "ภูมิคุ้มกัน" ที่ดีได้ ไม่เพียงแค่ สองกรณีตัวอย่างข้างต้น ยังมีรูปธรรมอีกมากมายในหลายๆ ชุมชน เดินตามแนวทางนี้ ไม่ยอมจำนน คนไทยไม่อาจเลี่ยง ระบบการค้าเสรี คงปฏิเสธมันไม่ได้ แต่ขอให้เป็น "เสรี" จริง ขยายโอกาส ให้คนทุกชั้นอย่างกว้างขวาง และ "ยุติธรรม" ก็แล้วกัน ไม่ใช่ "การค้าเสรี" ในสังคมมนุษย์ ที่เบียดขับผู้คน / ชุมชนทั้งหลาย ให้หมดทางไปอย่างไม่เป็นธรรม มาช่วยกันเป็นปากเป็นเสียง ให้เกิด "การค้าเสรีที่เป็นธรรม" สำหรับคนไทยกันหน่อยนะครับ
|
| กลับหน้าเเรก |